นับ 0 – เมื่อไม่มีอะไรในสมอง

13 06 2010

13-06-2010

วันนี้เป็นวันแรกที่รู้สึกว่ามีไฟอยากจะทำทีสิธอย่างจริงจัง

แต่

นึกอะไรไม่ค่อยจะออก

วันนี้เป็นวันแรกที่ไปเรียนวิชาสัมมนาระเบียบวิจัยทางการสื่อสารมวลชน

มันก็คือวิชาที่จะได้พัฒนาหัวข้องานวิจัย

ให้ปลายเทอมสามารถเอาไปสอบหัวข้อได้

สำหรับผู้ที่มีความหวังว่าจะจบภายใน 2 ปี กับค่าเทอมมหาโหด

อ.อธิบายว่าเทอมนี้จะต้องทำอะไรบ้าง จะต้องจัดตารางเวลา ตารางชีวิตยังไง

ก็เลยออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้

Jun – Sep 2010 Development

Oct – Dec 2010 Data Collection

Dec – Jan 2010 Data Analysis

Feb – Mar 2011 Research Report

Mar – Apr 2011 Examination

May-mid May 2011 Revision

July 2004 Congratulation

เทอมนี้เลือกที่จะเรียนแค่ 2 วิชา

ทั้งที่ใจอยากเรียนนู่นนี่เต็มไปหมด

Pop culture ก็อยากเรียน

สัมมนาสื่อบันเทิงก็อยากเรียน

แต่ต้องข่มใจไว้และประเมินศักยภาพของตัวเอง

สิ่งที่ต้องคิดสำหรับสัปดาห์แรก คือ Concept กับเรื่องที่จะทำ

อ. ยกตัวอย่างมา เช่น

“การระบายอารมณ์” ในโซเชียลมีเดีย

นี่มันตรงกับตัวเราเลยนี่นา เอาเรื่องนี้เลยได้มั้ย ฮาๆ

คิด คิด คิด

ต่อมเอ๊ะ เริ่มผุดตัวเล็กน้อย

แต่ต่อมอ๋อยังไม่บังเกิด

และต้องคิดถึงความเป็นไปได้ ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป

เหมาะกับตัวเรา และเราจะอยู่กับมันได้ด้วยความรักความเข้าใจตลอดการทำวิจัย

นับ 0 เพื่อการเริ่มต้น

ปล.  ประโยคเฮฮาในห้องประจำวันนี้ : สติปัญญาไม่ดี แต่หน้าตาดี :)





ถามโลกนี้รักคืออะไรถึงทำให้คนสามารถเป็นและตายได้

30 04 2010

*กวางแดงมักจะมีผู้ลุ่มหลง อยากจะหัวเราะ ว่าหลงมากเกินไปเหมือนบ้า

ถ้าไม่ใช่อากาศหนาวถึงกระดูก คงต้องคอยดมหากลิ่นดอกเหมยเรื่อยไป

# ถามโลกนี้ความรัก คืออะไร ถึงได้ทำให้คนเราเป็นตายได้

โลกมนุษย์มีเรื่องราวมากมาย แต่ดอกเหมยทำให้ตรึงจิตวิญญาณได้ถึงสามหนทาง

ลักษณะของ ดอกเหมยประการแรก อุปมาว่า ขาดใจ

ดอกเหมยสอง แรงคิดถึงมหาศาล

ดอกเหมยสาม เกิดเรื่องราวขึ้น หมอกเมฆและควันลอยหนา

สายน้ำกว้างใหญ่ไพศาลอย่างสุดลูกหูลูกตา ถามโลกนี้ ความรักคืออะไร ถึงได้ทำให้คน

สามารถเป็นและตายได้ มองเห็นโลกมนุษย์ มีเรื่องราวมากมาย แต่สิ่งยึดวิญญาณเราไว้

กลับเป็น ลักษณะของดอกเหมยทั้งสาม

.

.

.

.

ขอขอบคุณ Ming-Ming

ที่แปลมาจากเพลงจีนเพลงหนึ่งให้ คนแปลบอกว่ามันเหมือนบทกวีโบราณ

ถึงอ่านแล้วงงๆไม่ทราบซึ้งในบทกวี แต่ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึก

ถึงเก่งในสนามรบ…อาจตายได้ในสนามรัก ผู้หญิงคนนี้ร้องเพลงนี้ได้เพราะมาก

http://www.tudou.com/progr ams/view/5S7mhi1HFTs/





เส้นทางเดิน…ที่ไม่เหมือนเดิม

29 04 2010

สีลม

ย่านที่ใครหลายคนอยากทำงาน

ย่านธุรกิจที่ทันสมัย

การเดินทางที่สะดวกสบาย รถไฟใต้ดิน รถไฟลอยฟ้า

ทางเดินเชื่อมต่อจากรถใต้ดินมายังรถไฟฟ้าสะดวกสบาย

ได้ขึ้นบันไดเลื่อนหน้าโรงแรมหรู

วันไหนบันไดเลื่อนปิดก็จะหงุดหงิดว่าต้องเดินขึ้น

เช้าๆได้เดินง่วงๆลอยๆ เหม่อๆ หลับตาเดินก็ยังได้ บางวันรีบหน่อยก็ยังวิ่งได้

ขาไปก็เหมือนขากลับ แต่อ้อยอิ่งได้มากกว่า

ได้ดูมือถือในช๊อบเล็กๆ

ได้กลิ่นหอมมิสเตอร์บันยามเช้ายามเย็น

ได้แว๊บดูร้านขายเครื่องสำอางที่มีพี่กะละแมร์ยืนสวยอยู่หน้าร้าน

ได้เดินชิลๆดูหนุ่มๆสาวๆสีลมหน้าตาน่ารักผ่านไปมา

แล้วจู่ๆ เช้าวันหนึ่ง

ขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินก็เจอคนใส่ชุดเขียวๆดำๆมีผ้าพันคอหลายสียืนอยู่เป็นกลุ่มๆมากมาย

ขึ้นบันไดเลื่อนไม่ได้

มองไปเห็นผ้าใบ ยางรถยนต์ ไม้เสียบกั้นเหมือนเป็นฐานทัพ

คนชุดเขียวๆดำๆถือปืน มีลูกกระสุนพันคอพร้อมโล่กำบัง

ทางจะเดินไปรถไฟฟ้าจอแจทั้งคนขายของ ทั้งคนชุดเขียวๆดำๆ ทั้งลวดหนาม

ตลอดข้างทางมีผู้คนให้ดอกไม้ อาหาร เครื่องดื่มกับคนชุดเขียวๆดำๆเหล่านี้

เดินขึ้นไปบนรถไฟฟ้าก็ยังมีคนชุดเขียวดำนี้ถือปืนอยู่เต็มไปหมด

บ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน บ้างก็นอน

ประตูเข้าชานชาลาปิดให้ใช้เหลือแค่ทางเข้าออกเล็กๆ

มีสายสีแดงขาวคาดอยู่เต็มไปหมด

ขึ้นไปยืนรอรถไฟฟ้า ก็ยังมีคนชุดดำเขียวถือปืนอยู่

ขากลับ

คนชุดดำเขียวดูจะมากกว่าช่วงเช้า

กลิ่นคราบเหงื่อไคลที่เดินผ่านรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดจากทั้งวันที่ผ่านมา

แต่ดูผู้คนแถวนี้จะรักและเอ็นดูคนชุดเขียวดำ บ้างก็ขอถ่ายรูป บ้างก็เข้าไปพูดคุยด้วย

ผู้คนรอบข้างดูตึงเครียด บางคนหน้าตาดูไม่ใช่คนแถวนี้

ธงชาติเล็กๆ แดง ขาว น้ำเงิน ขาวแดง ถูกปักไว้หน้าร้านค้าและตามเสา

ลุงคนหนึ่งเขียนป้ายพร้อมกล่องใส่เงินและตะโกนขอน้ำใจจากผู้คนที่เดินผ่านให้คนชุดเขียวดำ

มีธงชาติเล็กๆ ผ้ารัดข้อมือ สายห้อยคอรูปธงชาติวางขายในราคาไม่แพง

ยิ่งเข้าไปใกล้รถไฟใต้ดินมากเท่าไหร่ ผู้คนที่ถือธงชาติก็มากขึ้น

คนเหล่านี้ใส่เสื้อหลายสีสัน ตะโกนให้อีกฝั่งออกไป

บางคนก็มีโทรโข่ง ตะโกนด่าทอไปยังฝั่งตรงข้าม

ฝั่งตรงข้ามคนใส่เสื้อสีแดงมากมายตะโกนโหวกเหวกฟังไม่ได้สรรพ

คนชุดเขียวดำผ้าพันคอสีสันยังคงยืนถือปืนกับโล่เป็นระเบียบ

เจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดินรีบไล่ให้ผู้คนที่จะเดินทางต่อลงสถานีไปเร็วๆ

อึกทึก ร้อนรนและน่าหวาดกลัว

ยังคงมองไม่เห็นความเจริญในจิตใจคนที่มาจากที่ไหนไม่รู้ ในย่านที่มีความเจริญในเวลานี้

เส้นทางเดินในวันนี้  ก็แค่ไม่เหมือนเดิม…….





April’s Fool Day (1 April)

1 04 2010

วันนี้คุณโกหกแล้วรึยัง……?

ไม่เคยรู้มาก่อนว่าวันนี้เป็นวันอะไร 1 เมษายนของทุกปี

จนกระทั่งมาทำละครเวทีของเอกภาษาอังกฤษ “She’s my wife’s husband”

แล้วนางเอกสวยเอ๋อของเรื่องต้องพูดว่า”เอ๊ผริวเด๊อะโจ๋ค (April the Joke)”

อ.มาร์ตินบอกว่ามันมาจาก April’s Fool Day

วันที่ใครก็ตามจะพูดโกหกใส่กันได้โดยที่อีกฝ่ายไม่โกรธ

น่าสนใจมากเลยทีเดียว โกหกได้โดยห้ามโกรธห้ามงอน

แต่จะบาปรึเปล่าถ้ามาเทียบกับศีลข้อ 4 ของพุทธศาสนาบ้านเรา

มาดูประวัติคร่าวๆกันดีกว่า

วันเอพริล ฟูลส์ เดย์ (April’s Fool Day) หรือ วันโกหก

มีชื่อเรียกอื่นว่า วันเมษาหน้าโง่, วันโกหกเดือนเมษายน, วันเทศกาลคนโง่
เป็นเทศกาลในวันที่ 1 เมษายน
วันนี้เป็นวันที่จะอนุญาตให้โกหกต่อกันได้ โดยไม่ถือโกรธ
ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับของวันนี้ อาจมีเหตุการณ์น่าตกใจ ตื่นเต้นเป็นหัวข้อข่าว
แต่แล้วในวันรุ่งขึ้นต่อมาจึงได้เฉลยว่าข่าวที่ลงไปนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ความเป็นมา

ประเทศฝรั่งเศส ในยุคศตวรรษที่ 16
ตอนนั้นชาวฝรั่งเศสมีวันปีใหม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน กระทั่งมาถึง ค.ศ.1582
สันตะปาปาเกรกอรีที่ 13 จึงกำหนดให้ชาวคริสต์ทั่วโลกฉลองวันปีใหม่พร้อมกันวันที่ 1 มกราคม
คราวนี้สมัยก่อน ข่าวสารไม่ได้กระจายรวดเร็วเหมือนสมัยนี้
คนบ้านนอกของฝรั่งเศสบางกลุ่มยังไม่รู้ แถมบางคนได้ยินแล้วก็ยังไม่เชื่อ
เลยฉลองวันปีใหม่กันวันที่ 1 เมษายน เหมือนเดิม
ทำให้พวกไม่ตกยุคเย้ยหยันพวกตกยุคว่า “หน้าโง่”
แถมยังพยายามจะแกล้งหลอกคนกลุ่มนี้เพื่อความสนุกสนานอีกด้วย

วิธีการเล่น

วันที่ 1 เมษายน ก็กลายเป็นวัน April’s Fool Day เรื่อยมา
และวันที่ 1 เมษายน ก็เลยกลายเป็นวันที่คนแกล้งหลอกกัน
ด้วยการแต่งเรื่องอะไรก็ได้มาหลอกให้คนอื่นหลงเชื่อ
จากนั้นค่อยเฉลยในตอนท้าย
ซึ่งเรื่องที่เอามาหลอกนั้นจะต้องไม่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับเลือดตกยางออก
และคนที่ถูกหลอกจะต้องไม่โกรธด้วย เพราะถือว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ ยกเว้นให้หนึ่งวัน

ขอบคุณข้อมูลจากคลังปัญญาไทย

แต่ในยุคนี้ ปี 2010 คนไทยก็นำเอา April’s Fool Day

มาแปลงเป็นภาษาไทยว่า วันนาธานโลก บ้าง เอามาใช้เล่นอิงการเมืองบ้าง

ก็ทำให้เมษาโง่ๆปีนี้มีสีสันมากขึ้นไปกว่าเดิม

ปล. อนุญาตให้โกหกกันถึงเที่ยงคืนเท่านั้นนะ ช้าหมดอดโกหกด้วย

ปลล. คุณรู้หรือไม่ นายแพทย์เหวง โตจิราการ หรือหมอเหวง หรือเหวง (คนและศัพท์สุดจี๊ด ในตอนนี้) เกิดวันที่ 1 เมษายน 2494





โอ โฮ่ ว่าววววว

30 03 2010

ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย

ของคนในอยากรีบออก คนนอกอยากรีบเข้า

สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง ยามเย็นเวลากลับบ้านของหนุ่มสาวชาวออฟฟิต

เด็กชายวัย 7-8 ขวบ ตะโกนขึ้นอย่างเบิกบาน “โอ โฮ่ ว่าววว” ….”จะเข้าได้มั้ยเนี่ย”

อยู่นอกขบวนรถ ขณะที่ประตูรถไฟฟ้ากำลังเปิดออก

มุมเล็กๆที่ทำให้ผู้หญิงคนนึงที่กำลังคิ้วขมวดแอบอมยิ้มเล็กน้อยก่อนเดินออกไป





นิยายโศก บทสุดท้าย

20 03 2010

รักแท้แพ้ใกล้ชิด…ถึงจะใกล้ชิดกาย แต่ใจอาจจะไม่ใกล้ชิดกัน

ถ้าอยากรู้ว่าึคนเราจะรักกันมากแค่ไหน

ลองทำให้ใจห่างกันซักปีดูสิ

ไม่จำเป็นต้องหนีไปไกลสุดโลกหล้า

ไม่จำเป็นต้องหนีกันจนหาไม่เจอ

ก็สามารถจะห่างกันไกลได้

ปีนึงมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย

ถึงใครบางคนจะเคยบอกว่ารักมากมาย

คงยากที่จะทำใจไปรักคนอื่นได้อย่างง่ายดาย

แต่เวลาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นใจคนก็เปลี่ยนแปลงได้

เพราะมันไม่ใช่ความรักที่แท้จริง

มันแค่เป็นความหลงงมงายช่วงเวลานึงก็เท่านั้น

มันถึงไร้ความผูกพันธ์…ไร้ซึ่งความหมาย

ขอบคุณสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น…ที่ทำให้รู้สึกว่าตัดสินใจถูกแล้ว

ที่ทำให้เห็นความเป็นจริงของสิ่งที่เรียกว่ารัก เพียงลมปาก

ขณะที่คนๆนึงต้องเสียใจกับสิ่งที่อีกคนบอกว่านั่นคือความรักไม่รู้กี่ครั้งกี่คราว

และ่ในวันนี้ การกระทำบางอย่างของคนๆนึงก็ทำให้ยิ่งรู้และเข้าใจถ่องแท้มากขึ้นไปอีก

เค้าว่ากันว่า ความรัก คือ ความสุข ?

บางคนฝังใจกับรักครั้งแรก

แต่ทำไมกลายเป็นความรู้สึกที่ไม่อยากจดจำ

เพลงบางเพลง ที่ได้ยิน บางครั้งต้องปิดทิ้ง เพราะทำให้ย้อนไปสู่ความเจ็บปวด

บางครั้งทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า ความหลงมันทำให้เกิดการทำร้ายจิตใจกัน

ยังตามมาหลอกหลอนหัวใจไม่จบไม่สิ้น

ณ เวลานี้อาจจะเป็นปกติดี และกลายเป็นแค่ความเฉยชาปนตลกขบขันกับสิ่งที่เกิด

ปีหนึ่งผ่านไป

การจากลาทางจิตใจขณะน ี้จบแบบนิรันดร์กาล

อวสาน นิยายความรักแบบ Tragedy บทสุดท้า่ย

ภาคหน้า ขอแบบ Romantic Comedy รักนี้ชั่วนิรันดร์กับทางเดินใหม่ๆ

โปรดติดตาม….ตอนต่อไป ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่





ปิดเทอมใหญ่…หัวใจว้าวุ่น

1 03 2010

ไม่น่าเชื่อว่าแก่จนป่านนี้ก็ยังดีใจที่ได้ปิดเทอม….

หลังจากผ่านศึกหนักของเทอมที่ผ่านจากการลงวิชาเรียน 5 วิชา

ด้วยความใฝ่หาใคร่รู้ แต่ลืมนึกไปถึงการบ้านและงานที่ตามมา

อารมณ์อยากเรียน ชอบเรียนแต่ไม่ชอบทำการบ้านไม่ชอบสอบ

วันเสาร์ซึ่งเรียนตั้งแต่ 9 โมงเช้า-1ทุ่ม ต่อวันอาทิตย์9โมงเช้า-4โมงเย็น

การบ้านที่ทับถมจนไม่มีเวลาอ่านหนังสือ

ถึงขนาดไม่ได้หลับได้นอน หลับคาคอมบ้างไมเกรนขึ้นบ้าง

ก็ผ่านมันมาได้ ทำให้รู้ถึงรสชาติของชีวิตอีกแบบหนึ่ง

ทำให้รู้ว่าจะต้องอดทนและสู้ชีวิตมากๆ

ไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าว บางวันนั่งทำการบ้านไปหม่าม๊าต้องมาป้อนข้าวใส่ปากให้

บางวันปวดหัวจัดก็ให้หม่าม๊านวดหัวให้อีก

ละหม่า๊ม๊าก็อยู่เป็นเพื่อนตอนการบ้านไม่เสร็จ ซึ่งมันดึกมากๆ ซึ้ง

และเพื่อนๆหลายคนที่ตกเป็นเหยื่อของเราที่ให้ช่วยการบ้าน

คนพวกนี้ต้องขอบคุณมากๆเลย เพราะถ้าไม่มีพวกยู เราก็อาจจะคิดอะไรไม่ออกก็ได้

ละก็ขอขอบคุณอีกพวก คือพวกที่ไม่ช่วยแรงสมองแต่ช่วยแรงใจ

ทำให้มีกำลังใจขึ้นเยอะแยะเลย

ช่วงระหว่างเทอมทำให้เข้าใจความรู้สึกของคนไม่มีเวลาอย่างแท้จริง

ไม่มีเวลาให้ใครเลยจริงๆไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อน แล้วก็ไปสัญญากับคนอื่นไปทั่ว

ว่าปิดเทอมจะนัดเจอ ปิดเทอมเลยมีคิวเยอะแยะไปหมด

แต่พอเอาเข้าจริงก็อาจจะไม่มีใครนัดเลยก็ได้นะ 55

วันนี้ส่งข้อสอบเทคโฮมไปให้อ. มาร์เกตติ้ง ซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายก่อนเที่ยง

โชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุดได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยกายและเหนื่อยใจซักวัน

พรุ่งนี้ยังมีงานที่คั่งค้างที่บริษัทรออยู่

รู้สึกโล่ง แต่ก็ยังไม่โล่งซะทีเดียว

สรุปว่าวันนี้เราปิดเทอมแล้วหรือนี่ ดีใจๆ

แต่………………..ปิดเทอมก็ใช่ว่าจะหลั่นล้าได้ตลอด

คงจะต้องแสวงหาความรู้เกี่ยวกับทีสิธที่จะทำด้วย

ซึ่งมีปัญหาเมื่อสัปดาหก่อนหน้านี้ ที่อยากเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน

แล้วอ.ตอบกลับมาว่า…น่าจะมีคนทำแล้วนะคะ ให้เช็คกับทางบัณฑิตวิทยาลัยดู

ความฝันหล่นฮวบลงทันทีทันใด และจะต้องติดต่อกับทางมหาวิยาลัยเพื่อที่จะได้มาซึ่งข้อมูล

สรุปว่าประเด็นใกล้เคียงแต่เรื่องไม่ตรงซะทีเดียว

เพื่อตัดปัญหาก็เลยเปลี่ยนประเด็นใหม่ไปเลย

ตอนนี้ก็เลยเปลี่ยนเป็นการใช้ทวิตเตอร์กับบทบาทของสื่อมวลชน

และอาจจะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสื่อหลักกับทวิตเตอร์

ซึ่งก็เยอะอยู่นะ ยังอาจจะต้องคิดๆกันต่อว่ามันเยอะเกินไปรึเปล่า

การบ้านที่ส่งต้องเขียนบทที่ 1 ส่ง และบทที่ 1 ก็เสร็จในวันเดียว

อ.เลยเอางานของพี่ปริญญาเอกที่ทำเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์มาให้อ่าน

และแนะนำว่าถ้าจะทำเรื่องบทบาทให้ไปดูพวกบทบาทที่เค้าทำๆมากันอยู่แล้ว400-500บทบาท

โดยใช้ทฤษฎีหน้าที่ ตอนแรกว่าจะหลีกหนีทฤษฎีนี้ แต่เหมือนยิ่งไม่อยากเจอยิ่งจะเจอแฮะ

งานหนักเอาการเลยทีเดียว ยังไงปิดเทอมนี้ก็คงต้องพักผ่อนบ้าง

แต่ก็ห้ามหลั่นล้าจนเกิน เพราะยังมีงานหนักหนาสาหัสรออยู่ในเทอมหน้า……








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.