วิญญาณรัก…ฟ้ามิอาจพราก

29 03 2009

*** ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัยหรือระยะเวลา

แต่หากคุณรักใครซักคน

คุณพร้อมไหมที่จะรักเธอตลอดไปและชั่วนิรันดร์ ***

เอ เจ แม็คเคนนา

วิญญาณรัก…ฟ้ามิอาจพราก

 

วันนี้เป็นวันเกิดของจิม เบรนแนน เขาตื่นขึ้นมาในเช้าอันมืดครึ้มของเดือนสิงหาคมเสียงนกที่ขับขานประสานเสียงร้องเพลงดังก้องไปทั่วสวนด้านนอก เขางัวเงียมองไปทางพระอาทิตย์สีส้มดวงกลมเปล่งที่กำลังแผดเผาวอล์เปเปอร์ลายดอกไม้สีซีดจางตรงข้ามกับเตียงนอนที่ยับยู่ยี่อยู่เป็นเวลานาน


           
วันเกิดของฉันนี่นา สุดท้ายเขาก็นึกออก วันนี้ฉันอายุเจ็ดสิบหกปี เวลาที่ผ่านมาไปอยู่ที่ไหนหมด

 

เขาถ่อสังขารลงมาจากเตียงที่ทำให้ปวดเมื่อย มายืนอยู่ข้างหน้าต่างในชุดนอนลายทาง จิมจ้องมองไปทางสวน มีอะไรจะต้องทำอีกมาก ผ่านไปวันแล้ววันเล่า เดี๋ยวนี้วันๆก็เหลือแค่กำจัดวัชพืช อาการปวดหลังและความปรารถนา เมื่อตะวันขึ้นดอกกุหลาบในสวนข้างนอกต่างตื่นกันแล้ว ไม้จางเลื้อยขึ้นไปราวกับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต และดอกดาวเรืองที่อยู่รอบๆกำลังถูกแสงอาทิตย์แผดเผา

 

วันเกิดของฉัน

 

สุนัขข้างบ้านส่งเสียงเห่า แมวตัวหนึ่งปีนป่ายกำแพงแก้วแหลมคมแล้วโดดลงมาอยู่ข้างๆเงาของตัวเองใต้ต้นแอปเปิ้ล เหล่านกกระจอกแตกรังบินออกสู่แสงแรกแห่งดวงอาทิตย์ ข้างใต้บ้านนกที่ผุพัง หนูตัวหนึ่งกำลังเพลินกับการแทะขนมปังค้างคืนเล่น เงาน้อยๆของรั้วในสวนหดสั้นลงด้วยความกลัวแสงและดาวดวงสุดท้ายค่อยๆเลือนหายไปกับรุ่งอรุณ อากาศร้อนของวันในเดือนสิงหาคมเริ่มขึ้นแล้ว

 

            จิม เบรนแนน วัยเจ็ดสิบหกปี นั่งในห้องครัวเงียบสงัด หลังคาบ้านที่หนักและร้อนอย่างกับเตาอบ ไอร้อนแผ่รอบตัวเขา มือที่มีเส้นเลือดปูดโปนของจิมปัดเศษขนมปังปิ้งจากโต๊ะพลาสติก และจากนั้นเขาก็เดินลากรองเท้าแตะสีซีดอย่างงัวเงียไปตามพรมรอยปักรูปพระอาทิตย์ เขาเงี่ยหูฟังเสียงตื่นของวันใหม่ นาฬิกาบนตู้ลิ้นชักส่งเสียงติ๊กๆอย่างรีบเร่งและกล่องรับจดหมายที่ตื่นขึ้นมาอย่างทันใด

 

จิมเดินไปยังห้องโถง หยิบใบปลิวและใบโฆษณาแจกส่วนลดราคาสินค้าและท่องเที่ยวในต่างประเทศ จิมไม่เคยออกไปจากไอร์แลนด์เลย ไม่เคยข้ามน้ำข้ามทะเล สายตาเหนื่อยล้าของเขาพิจารณาซองจดหมายต่างๆที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขา ไม่มีการ์ดวันเกิดให้หวนคิดถึง ป่านนี้แล้วใครจะไปจำได้กันเล่า

 

เขาเดินกลับมายังห้องครัวอีกครั้ง ใช้มีดกรีดจดหมาย แล้วหยิบใบเสร็จที่พับอยู่ออกมา ดีกว่าไม่มีอะไรเลย แม้ว่ายังไม่ได้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ อย่างน้อยพวกเขาก็ติดต่อมา ไม่ช้าเขาก็เลิกหมกมุ่นกับการเปิดซองจดหมาย เขาหันมองผ่านแสงแดดที่สาดส่องจนตาพร่าไปยัง กาน้ำชาเคลือบเงาสีน้ำตาล จากนั้นเขาวางข่าวไม่ดีนั่นไว้ข้างตัวก่อน แล้วรินน้ำชาอุ่นๆ เขาค่อยๆนั่งลงและคิดถึงวันเกิดที่กลับมาอีกครั้ง ขนมเค๊กกับเบียร์ เสียงเพลงกับการเฉลิมฉลอง คนที่รักและห่วงใยผู้จากไปนานแสนนานของเขา เมื่อไหร่จะกลับมาอีกครั้ง

 

                เวลาโบยบินจากเราไป เขารำพึงกับตัวเอง


           

เขาคุยกับตัวเองเสียส่วนใหญ่ จะมีใครคนไหนได้ยิน นาฬิกาตีบอกเวลาอยู่ในห้องนั่งเล่นที่มืดสลัว จิมลุกขึ้นมาด้วยความเหนื่อยอ่อนและเตรียมตัวเผชิญหน้ากับวันใหม่ เมื่อเขาเปิดวิทยุ ข่าวต่างๆสะเทือนใจของเขาเหลือเกิน โลกเรามีแต่เด็กๆที่ตายและเจ็บป่วย ข่าวร้ายคั่นด้วยคำโฆษณาซ้ำๆกรอกใส่หูเราโดยไม่รู้ตัว โลกเริ่มบ้าคลั่งขึ้นทุกวันจากความโหดร้ายทารุณ และดูเหมือนไม่มีใครจะสังเกต เขาหมุนหน้าปัดเปลี่ยนคลื่นวิทยุ เสียงชาวต่างชาติดังขึ้นในอากาศทันใด ภาษาที่รุนแรงบอกเล่าข่าวเด็กถูกข่มขืน สื่อชอบทารุณกรรมเด็กไร้เดียงสาด้วยเรื่องราวระทึกขวัญและตีแผ่ข่าวให้ชาวบ้านรู้อย่างปัจจุบันทันด่วน ช่างแตกต่างจากแต่ก่อนเหลือเกินที่มันเงียบสงบกว่านี้นัก และเด็กๆสามารถจะวิ่งเล่นบนถนนได้ สิ่งเหล่านั้นจะกลับมาอีกเมื่อไหร่กัน

ริง อะริงอะโรซี่  เสียงเด็กๆกำลังร้องเล่นเกมกันอยู่

 

จิมอมยิ้มแล้วหยิบหนังสือเรื่องโมสาร์ทและเช้าที่ปลอดภัยของผู้แต่งเชอรูบิโน จากนั้นเขาสวมเสื้อผ้าแล้วหยิบไม้เท้าและหมวกผ้า เดินไปยังหน้าประตู ตรวจดูหน้าต่างลงกลอนประตูเพื่อความปลอดภัย จิมคิดไปถึงขโมยและจินตนาการไปถึงการทำร้ายร่างกาย และเกิดความกลัวหากพวกโจรบุกรุกเข้ามาตอนค่ำคืนเวลาที่บ้านเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดตามอายุของมัน

 

โลกนี้เป็นอะไรไปแล้ว

 

จิมหมุนลูกบิดเปิดประตูหน้าบ้านและเห็นเอลเลน เคลลี่ยืนอยู่ตรงนั้น เธอยิ้มให้ราวกับแสงสาดส่องจากพระอาทิตย์

 

สุขสันต์วันเกิดค่ะจิม

 

เขาประหลาดใจอยู่ไม่นาน จิมยิ้มตอบกลับให้เธอ แล้วก็ถอนหายใจ เพราะเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริงๆ

 

เอลเลน เคลลี่เพิ่งอายุครบสิบสี่ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน เขาเห็นเอลเลนบ่อยครั้งในระยะหลังๆ เมื่อวานนี้เธอยังเดิน

ตามหลังเขาตลอดทางที่เดินไปยังห้องสมุดที่เงียบสงัดนั้น เมื่อเขานั่งพักที่แคโรลีนปาร์ค เธอยืนคอยเขาอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้

 

ฉันไม่ลืมเธอพูดกับเขา

 

ฉันรู้ ฉันรู้

 

เธอจะออกมาเล่นกับฉันได้ไหม

 

ไม่ได้หรอกเอลเลน เธอตายไปแล้วนะ

 

แสงอาทิตย์ทอดไปยังพื้นถนน และไปตกที่บ้านของจิม เอลเลนค่อยเลือนลางไปดั่งเงาที่ตกใจหายไป


 
         เอลเลนผู้น่าสงสาร จิมพึมพำเบาๆอย่างเศร้าโศก ที่รักของฉันผู้จากไป

จิมเลี่ยงการไปซุปเปอร์มาร์เก็ต เพราะมันยุ่งยากเกินไปสำหรับเขา  พนักงานช่องเคาเตอร์ชำระเงินที่รีบจะกลับบ้าน เด็กๆที่กระหืดกระหอบ เด็กน้อยร้องไห้กระจองอแงเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ พวกหนุ่มหัวล้านเตียนเบียดแซงขึ้นไปข้างหน้า  เสียงด่าไม่ได้มีผลอะไรเลย พวกเขายังทำหน้าตาเฉย โดยไม่มองย้อนกลับมา เด็กผู้หญิงที่อยากได้โน่นอยากได้นี่ ที่จอดรถที่เต็มไปด้วยการรีดไถเงิน แม่บ้านที่เร่งรีบ รถราที่วิ่งสวนไปมาน่าเหนื่อยหน่าย ผู้หญิงทันสมัยที่มีอิสระอันน้อยนิด ความทันสมัย ความใหญ่โต และการมีทางเลือกที่มากมายของซุปเปอร์มาร์เก็ตดูเหมือนจะทำให้จิมรู้สึกโดดเดี่ยวและเหน็ดเหนื่อยเกินไป

 

เขาไปร้านค้าที่เล็กกว่า พูดคุยกับคนคุ้นเคย ซื้อนม ไข่ไก่และขนมปังสดใหม่แถวเล็กๆ  มิสซิสบาร์เรทจากบ้านเลขที่ยี่สิบเก้าผงกศีรษะทักทายด้วยความสอดรู้สอดเห็นอยู่นอกร้านขายของชำเป็นเวลานานทีเดียว

 

เป็นยังไงบ้างคะ เธอถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นพร้อมกับมองทะลุมายังที่คิดราคาตรงหน้าต่าง

 

ดีมากเลย ขอบคุณพระเจ้า แล้วคุณล่ะ

 

หาที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ

 

ชีวิตถูกบีบบังคับให้โกหกอย่างแยบคาย

 

จิมเดินกลับบ้านผ่านถนนที่ร้อนระอุไปทางโบสถ์ด้วยวัยเจ็ดสิบหกปี
    
           
เขานั่งอยู่ที่เก้าอี้นวมในห้องนั่งเล่นมองออกไปยังถนน เสียงนาฬิกาในห้องนั่งเล่นตีบอกเวลาสิบโมง วันเวลาอันยาวนานยืดยาวออกไปเปรียบดั่งความเป็นนิรันดรอันเลวร้าย ความน่ากลัวของเวลาสิบนาฬิกาคือ ไม่มีอะไรจะทำเหมือนกับพวกเด็กหญิงที่สดใสร่าเริงข้างนอกนั่นที่รีบเร่งออกไปในตอนเช้า แข่งกับดวงตะวันที่เคลื่อนมาอยู่ตรงกลางศีรษะเข้าไปทุกที เวลาที่มีอยู่อันน้อยนิดทำให้พวกเธอต้องใส่เสื้อรัดรูปสีดำและกระโปรงสั้นเต่อเพื่อให้สะดวกกับการเดิน

 

ฉันดีใจที่ฉันไม่ได้เป็นเด็กอีกต่อไป
         

จิมไม่ชอบเวลาแบบนี้ของวันเลย ร้อนเกินไปสำหรับการออกไปนั่งเล่นในสวนเสียแล้ว และไม่มีอะไรเติมเต็มให้กับจิตใจ จนกว่าจะถึงมื้อเที่ยง แสงแดดยังคงอยู่ตลอดช่วงบ่ายอันยาวนานที่แสนจะน่าเบื่อ เหมือนกับถนนที่ว่างเปล่า โดยไม่รู้ว่าจะไปไหน จิมพยายามจะอ่านหนังสือ แต่ถึงแม้เขาจะใส่แว่น ตัวอักษรก็ยังไม่ชัดอยู่ดี


           
 เอลเลน เขากระซิบเบาๆ ชื่อเธอดังขึ้นในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับระฆังกังวาน

 

เอลเลน เคลลี่, เคลลี่ เอลเลน, เคลเลน เนลลี่

 

จิมร้องเล่นกับชื่อของเธอ เขาค่อยๆหลับตาลง เขาเริ่มตกอยู่ในภวังค์อีกครั้งและได้ยินเสียงดังไกลๆมาจากที่เคาะประตูทองเหลืองใต้กล่องจดหมายบราสโซซึ่งกระทบกันครั้งหนึ่ง จิมเดินกระย่องกระแย่งไปยังห้องโถง และเมื่อเขาเปิดประตูออกกว้างอย่างช้าๆ เอลเลนวัยสิบห้าปียืนอยู่ตรงนั้น เธอน่ารักมาก มีแสงอาทิตย์สว่างรอบตัวเธอราวกับปาฏิหาริย์ เอลเลน เคลลี่เป็นสาวสวย และมีความสุขสดชื่นสมวัยนัก

เธอจะไม่ออกมาเล่นจริงๆเหรอ

 

จากด้านหลัง วิญญาณอีกร่างหนึ่งยืนอยู่ในทางเดินมืดๆของห้องโถง นั่นคือแม่ของจิมนั่นเองซึ่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น

 

เขาจะไปซื้อของให้ฉันจ๊ะ เอลเลน

 

จิมวัยสิบหกปีกับหญิงสาวสองคน ท่ามกลางความสุขแบบวัยรุ่นของเอลเลน

 

ฉันจะไปกับเธอด้วยเอลเลนตกลงใจไปกับเขาเสมอ เราจะไปที่ร้านด้วยกัน ตกลงไหมคะ

 

          แม่เห็นด้วยกับเอลเลน เพื่อนบ้านที่เธอรักเหมือนลูกสาว

 

ได้สิ ตกลงจ๊ะที่รัก

 

จิมและเอลเลนเดินลงมาที่ประตูกับแม่ โบกมือลาแม่ซึ่งรอจนกระทั่งพวกเขาเดินพ้นรั้วไปแล้ว ตลอดทางก็กังวลเกี่ยวกับการข้ามถนนและการเจ็บป่วยที่ไม่อยากจะคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นวัณโรค ปอดอักเสบ โปลิโอ หัดหรือคางทูม ซึ่งแล้วแต่จะตั้งชื่อเรียกมันซึ่งคนหนุ่มสาวมักจะเสียชีวิตตอนยังเด็กด้วยโรคพวกนี้

 

            จิมและเอลเลนใกล้ชิดกันมากขึ้น พูดคุยกันมากขึ้น หัวเราะกันมากขึ้น อยู่ด้วยกันสองคน ตกอยู่ในภวังค์แห่งความรัก เส้นผมของเอลเลนม้วนรอบๆใบหูเล็กๆเหมือนเด็ก เอลเลนเงียบและมั่นคงดั่งพระจันทร์

 

เธอจะรักฉันตลอดไปไหมจิมถาม

 

                ตลอดไปและชั่วนิรันดร์ค่ะ เอลเลนบีบมือเขาเพื่อยืนยันหนักแน่น

 

                ในตอนกลับ พวกเขาลัดเลาะผ่านป่าไม้เดือนสิงหาคม ทางลัดที่แสนยาวไกล พวกเขายังคงพูดคุยกัน คำพูดของพวกเขาละมุนดังปุยนุ่นบนความเงียบของผีเสื้อฤดูร้อน พวกเขาจุมพิตกันท่ามกลางใบเฟิร์นที่มีร่มเงาแห่งความเขียวชอุ่มด้วยความใสบริสุทธิ์อย่างนั้นเป็นเวลานาน

 

ชีวิตในช่วงหยุดฤดูร้อนจนกระทั่งอายุสิบเจ็ดปี จิมย้ายตามพ่อไปที่เมืองคอร์คเพื่อทำธุรกิจ ความสวยงามของเมืองคอร์คและเรือในแม่น้ำ โบสถ์คอบห์และโรงแรมเมโทรโพลที่หรูหรามีระดับ อาหารเย็นกับของหวานที่สุดวิเศษ ทุกคนต่างใส่เน็กไทสีดำ สูบซิการ์สีน้ำตาล ดื่มเหล้าคอร์กเทลผสมมะนาว ซึ่งตอนนี้ที่เมืองคอร์คนิยมเครื่องดื่มประเภทนี้และจิมก็กำลังเมาหัวหมุนกับมะนาวโซดาแก้วนี้อยู่

 

            จิมกับบรรดาเพื่อนของพ่อและปาร์ตี้ที่มีแต่เรื่องของกามอารมณ์ พ่อออกไปกับเพื่อนคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว พ่อมีความรู้สึกเหมือนเป็นหม้ายพร้อมทั้งหันกลับมาขยิบตาอนุญาติให้ทำผิด ปล่อยให้เขาอยู่เป็นนกน้อยในป่าใหญ่อยู่คนเดียว


           

           

จิมเต้นรำจนกระทั่งอรุณรุ่งกับสาวที่ใส่สร้อยคอไข่มุก หลังห้องไม้โอ๊คบนบ้าน เธอบอกว่าพ่อแม่ของเธอจากไปแล้วและจิมยังคงไม่สร่างเมา

 

ให้ฉันช่วยพาเธอไปที่เตียงนะ เขาพูด พร้อมทั้งเรียนรู้กฏของเกมและเมื่อไหร่ที่จะเล่นโกง

 

เอลเลนวัยสิบหกปีอบอวลด้วยกลิ่นอายของความรักและดอกกุหลาบ ส่วนหญิงสาวคนนี้อายุยี่สิบปีแต่คลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้า ตุ้มหูไข่มุกของเธอและใจกล้าราวหินผา เธอเปลือยร่างอาบน้ำและปล่อยให้น้ำไหลหยดเป็นทาง  จิมตกหลุมรักเธอราวกับจะกลืนกิน เอลเลนวัยสิบหกปีผู้อ่อนหวาน ให้เขาได้ทุกอย่างยกเว้นเรื่องแบบนี้ เธอรักษาพรหมจารีไว้จนถึงวันแต่งงาน แต่จิมต้องการมากกว่านั้น เขาให้ความรักกับคนที่ไร้ค่า

 

            ผิดไปแล้ว เอเลน ฉันทำผิดอย่างใหญ่หลวง

 

            คนผมบลอนด์มาที่เมืองหลวงดับลินด้วยหิมะ กิเลสชักนำจิมให้เติบโตและอยากรู้อยากเห็น เขาเลือดเย็นราวกับหิมะ เอลเลนวัยสิบเจ็ดปีถูกทอดทิ้งราวกับของเล่นที่เสียและใช้การไม่ได้

 

เธอไม่ต้องการฉันแล้วเหรอ

 

ไม่

 

น้ำตาบนริมฝีปากอันข่มขื่นของเอลเลน ตาแดงด้วยความเจ็บปวด วิญญาณที่เหี่ยวเฉา ลาก่อน เอลเลน

 

            ไม่ ฉันไม่ต้องการเธอ

 

            จิมตอกกลับด้วยคำพูดสุดท้ายที่หนักแน่น โหดร้ายเหมือนกับความหนาวเหน็บของฤดูหนาวนี้ ทอดทิ้งเอลเลนให้เดียวดาย รอคอยเขาเงียบๆเพื่อที่ตัวเธอจะเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้
    

                ปีต่อมาเขาก็ทิ้งสาวไข่มุกคนนั้น วันหยุดพักผ่อนที่ไม่มีโอกาสแม้จะเอ่ยคำลากับเอลเลนผู้อ่อนแอวัยสิบแปดปีและเดียวดายด้วยโรคร้ายที่คุกคามปอดสีชมพูของเธอ หัวใจมืดหม่นด้วยความรัก ความไร้เดียงสาของเอลเลนเหมือนดั่งกลีบดอกไม้โปรยปรายยังใบหญ้า มาลัยหนามสำหรับเจ้าสาวที่แสนบริสุทธิ์อย่างเอลเลน ผ้าคลุมหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา

 

          เอลเลนป่วย

 

แม่ของจิมทักทายเขาด้วยความลำบากใจตอนที่เขากลับมา เธอประสานนิ้วมือไว้ด้วยกัน แก้มทั้งสองข้างอาบไปด้วยน้ำตา

 

                เอลเลนผู้น่าสงสาร แม่พูดถึงการเสียชีวิตด้วยเสียงสะอื้นเบาๆ


จิมตกใจไปชั่วขณะหนึ่ง

 

สายเกินไปแล้ว

 

            เลือดสีดำบนปากแห้งแตกของเอลเลน ดอกไม้บนหลุมฝังศพแข็งเป็นน้ำแข็ง ใบไม้สีน้ำตาลปลิวไหวโบยบินไปไกลในอากาศที่หนาวจับใจ เธอถูกฝังลงไปอีกครั้ง ไม่มีจุมพิตที่แสนอบอุ่นมากไปกว่านี้ และหัวใจดวงหนึ่งที่ถวิลหาความรัก เอลเลนวัยสิบเก้าปี ไม่มีโอกาสถึงยี่สิบ แม่ที่ยืนหลังหีบศพ และฝนที่ตกมาเป็นเวลาห้าสิบปีหรือมากกว่านั้นเป็นต้นมา

 

            ที่รักของฉันจากไป ชั่วนิรันดร์

 

นาฬิกาตีดัง หนึ่งครั้ง สองครั้ง และต่อไปเรื่อยๆ

 

          จิมต่อสู้กับความฝันที่ร้องเรียกชื่อเธอในเงาของเสียง

           

            เอลเลนใช่ไหม
           

                เงามืดที่เงียบสงัดดั่งคำหวานจากปากคนตาย ปากหลุมฝังศพหินอ่อนเย็นเยียบอย่างกับหิน ปกคลุมไปด้วยไม้เลื้อยไอวี่และต้นมอส จิมสะดุ้งตื่นสู่โลกของความเป็นจริง เขาเดินไปที่หน้าต่างจ้องมองไปยังพระอาทิตย์ ถูมือที่มีเส้นเลือดปูดโปน ภาวนา แล้วเขาก็กลับเข้ามาทำอาหารกลางวันเป็นแฮมในซอสมะเขือเทศ เขาฝันถึงเย็นที่จากไป ครึ่งหนึ่งของชีวิตที่จากไป ในวิทยุ ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังร้องเพลง สี่เพลงสุดท้าย คุณไม่อาจจะรู้ความหมายของมันได้

 

            เพียงความโศกที่หอมหวาน ใครกล่าวอย่างนั้นกัน


           
เวลาต่อมา จิมออกไปนั่งเล่นอยู่ในสวนดูพระอาทิตย์ตกดิน ไม่มีอะไรจะมองนอกเสียจากนกแบล็กเบิร์ดและนกกระจอก  ไม่มีเสียงใดๆให้ได้ยินนอกจากเสียงผีเสื้อกระพือปีกเท่านั้น

 

            แม้ว่าต่อมา นาฬิกาบนหน้าปัดตีบอกเวลาสิบสองนาฬิกาแล้ว ช่วงเวลากลางคืนก็ยังร้อนอยู่ดี


    
         จิมขึ้นไปบนเตียงที่ว่างเปล่าอย่างยากลำบาก เขาปิดไฟที่หัวเตียงและจ้องมองเงาที่ทอดไปยังวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ ดวงดารากำลังจ้องมองหน้าสีเทาของเขาและพระจันทร์เดือนสิงหาคมที่ร้อนในหน้าต่างที่เปิดกว้าง  เสียงที่เงียบสงัดราวกับดอกแอปเปิ้ลที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเบาๆอย่างเงียบสงบ เอลเลนยืนยิ้มยินดีปนเศร้าอยู่ข้างเตียงเขา เอลเลนรอคอยเขาด้วยความซื่อตรงไม่เสื่อมคลายอยู่ตรงนั้น

 

            เธอต้องการฉันแล้วหรือยัง

 

            แน่นอน ที่รักของฉัน แน่นอน

 

            เขาพูด ฉันสามารถจะเล่นกับเธอได้แล้ว เอลเลน ถ้าเธอต้องการ ถึงวาระสุดท้ายของฉันแล้ว ฉันจะไปอยู่กับเธอ


           

            ฉันดีใจเหลือเกิน ฉันรอคอยเธอมานานแสนนานแล้ว
           

          จิมลุกขึ้นมาจากเตียง ทิ้งร่างวัยเจ็ดสิบหกปีบนผ้าปูเตียงลอยล่องสู่แสงจันทร์พร้อมด้วยเอลเลนในอ้อมแขน ทั้งสองพุ่งทะยานดั่งดาวหางไปไกลชั่วกัลปาวสาน ขณะที่นาฬิกาตีบอกเวลาหยุดลง

 

ตลอดไปและชั่วนิรันดร์

 







Follow

Get every new post delivered to your Inbox.