ไม่ได้ใส่บาตรให้หลวงพี่ที่เดินผ่านหน้าบ้านมาหลายวัน
วันนี้กลับมาใส่บาตรอีกครั้ง รู้สึกอิ่มบุญจริงๆ
ทุกเช้าหลวงพี่จะมายืนอยู่หน้าบ้านฉัน
และก็จะมีคนขายบะหมี่โคราช กับเจ๊ข้างบ้านขายข้าวแกงมาร่วมใส่ด้วย
สองคนนี้จะใส่อยู่เป็นประจำทุกวัน
ส่วนฉันเดี๋ยวนี้ก็ตามแต่จะลุกออกจากเตียงไหวรึเปล่า
บางวันกำลังเปิดประตูหลวงพี่ก็เดินผ่านไปแล้ว ตามไม่ทัน
วันนี้ตื่นเช้ามาเลยตั้งใจว่าต้องใส่ให้ได้
ปกติแก๊งค์เราสามคนพอใส่ของลงบาตรปั๊บก็จะยกมือรับพรท่าเดียว
โดยไม่ได้มีการสนทนาธรรมใดๆกับพระท่านเลย
ยังเคยคุยกันอยู่ว่าพวกเราจะรีบไปไหน
คนขายบะหมี่หันมาบอกว่า ผมยังทำอะไรไม่เสร็จเลย
เจ๊ขายข้าวแกงก็หันมาบอกว่า ฉันก็ยังไม่เสร็จเหมือนกันแหละพี่
ส่วนไอ้เราก็อยากจะบอกเหมือนกันว่าต้องรีบไปทำงานเหมือนกัน
แต่กับการที่จะอยู่กับศาสนา เวลาแค่ประเดี่ยวเดียวเท่านั้น เราก็ไม่มีเชียวหรือ
เราเอาเวลาไปกับการอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าซะนาน
แต่เรื่องจรรโลงจิตใจเรากลับเห็นว่าเป็นเรื่องเสียเวลา
ควรแล้วหรือ……..?
วันนี้หลวงพี่เดินมาหยุดที่หน้าบ้านของฉันเช่นเดิม
ท่านเปิดบาตรด้วยใบหน้ายิ้มๆ
หลังจากวางอาหารใส่บาตรแล้วหลวงพี่เล่าให้ฟังว่า
เมื่อวานอาตมาได้ดูหนัง ลูกศิษย์เอามาให้ดู
ก็ได้ข้อคิดว่า พระสงฆ์ จริงๆแล้วก็เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆนี่แหละ
แต่ทำไมถึงเป็นที่พึ่งทางจิตใจของคนทั่วไปได้
หนังส่วนมากจะสร้างให้พระเหมือนคนติงต๊องยังไงก็ไม่รู้
นานๆทีจะมีหนังที่ให้พระสงฆ์ปฏิบัติดี
ถ้ามีลูกมีหลานก็แนะนำให้ดูได้
เจ๊ร้านข้าวแกงรีบถามว่าเรื่องอะไรคะ
หลวงพี่ตอบว่า เรื่องหลวงพี่กับผีขนุน
ด้วยความปากไวของฉันก็พูดสวนขึ้นมาว่า น่ากัวนะคะหลวงพี่
หลวงพี่ถึงกับอมยิ้มแล้วพูดต่อ
อย่างเรื่องหลวงพี่เท่งนี่ก็ดีนะ อาตมาก็ไปโฆษณาให้เค้าเลย
มารับพรกันดีกว่า แล้วหลวงพี่ก็ให้พรเหมือนกับทุกๆวัน
แต่วันนี้ทำให้จิตใจเราเบิกบานแต่เช้า รู้สึกดีจังที่ได้สนทนากับพระสงฆ์
ใครว่าการสนทนากับพระเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ
เพียงแต่เราไม่รู้ต่างหาก ว่าความสุขที่แท้จริงของชีวิต
คือการฟังเรื่องดีๆและรับพรจากผู้ที่เข้าใจโลกเช่นนี้
ว่าแล้วคงต้องไปดูซะแล้ว หลวงพี่กับผีขนุน
แต่เราก็ยังกลัวผีอยู่นี่สิ……………….