หลวงพี่กับผีขนุน

12 03 2009

ไม่ได้ใส่บาตรให้หลวงพี่ที่เดินผ่านหน้าบ้านมาหลายวัน

วันนี้กลับมาใส่บาตรอีกครั้ง รู้สึกอิ่มบุญจริงๆ

ทุกเช้าหลวงพี่จะมายืนอยู่หน้าบ้านฉัน

และก็จะมีคนขายบะหมี่โคราช กับเจ๊ข้างบ้านขายข้าวแกงมาร่วมใส่ด้วย

สองคนนี้จะใส่อยู่เป็นประจำทุกวัน

ส่วนฉันเดี๋ยวนี้ก็ตามแต่จะลุกออกจากเตียงไหวรึเปล่า

บางวันกำลังเปิดประตูหลวงพี่ก็เดินผ่านไปแล้ว ตามไม่ทัน

วันนี้ตื่นเช้ามาเลยตั้งใจว่าต้องใส่ให้ได้

ปกติแก๊งค์เราสามคนพอใส่ของลงบาตรปั๊บก็จะยกมือรับพรท่าเดียว

โดยไม่ได้มีการสนทนาธรรมใดๆกับพระท่านเลย

ยังเคยคุยกันอยู่ว่าพวกเราจะรีบไปไหน

คนขายบะหมี่หันมาบอกว่า ผมยังทำอะไรไม่เสร็จเลย

เจ๊ขายข้าวแกงก็หันมาบอกว่า ฉันก็ยังไม่เสร็จเหมือนกันแหละพี่

ส่วนไอ้เราก็อยากจะบอกเหมือนกันว่าต้องรีบไปทำงานเหมือนกัน

แต่กับการที่จะอยู่กับศาสนา เวลาแค่ประเดี่ยวเดียวเท่านั้น เราก็ไม่มีเชียวหรือ

เราเอาเวลาไปกับการอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าซะนาน

แต่เรื่องจรรโลงจิตใจเรากลับเห็นว่าเป็นเรื่องเสียเวลา

ควรแล้วหรือ……..?

วันนี้หลวงพี่เดินมาหยุดที่หน้าบ้านของฉันเช่นเดิม

ท่านเปิดบาตรด้วยใบหน้ายิ้มๆ

หลังจากวางอาหารใส่บาตรแล้วหลวงพี่เล่าให้ฟังว่า

เมื่อวานอาตมาได้ดูหนัง ลูกศิษย์เอามาให้ดู

ก็ได้ข้อคิดว่า พระสงฆ์ จริงๆแล้วก็เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆนี่แหละ

แต่ทำไมถึงเป็นที่พึ่งทางจิตใจของคนทั่วไปได้

หนังส่วนมากจะสร้างให้พระเหมือนคนติงต๊องยังไงก็ไม่รู้

นานๆทีจะมีหนังที่ให้พระสงฆ์ปฏิบัติดี

ถ้ามีลูกมีหลานก็แนะนำให้ดูได้

เจ๊ร้านข้าวแกงรีบถามว่าเรื่องอะไรคะ

หลวงพี่ตอบว่า เรื่องหลวงพี่กับผีขนุน

ด้วยความปากไวของฉันก็พูดสวนขึ้นมาว่า น่ากัวนะคะหลวงพี่

หลวงพี่ถึงกับอมยิ้มแล้วพูดต่อ

อย่างเรื่องหลวงพี่เท่งนี่ก็ดีนะ อาตมาก็ไปโฆษณาให้เค้าเลย

มารับพรกันดีกว่า แล้วหลวงพี่ก็ให้พรเหมือนกับทุกๆวัน

แต่วันนี้ทำให้จิตใจเราเบิกบานแต่เช้า รู้สึกดีจังที่ได้สนทนากับพระสงฆ์

ใครว่าการสนทนากับพระเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ

เพียงแต่เราไม่รู้ต่างหาก ว่าความสุขที่แท้จริงของชีวิต

คือการฟังเรื่องดีๆและรับพรจากผู้ที่เข้าใจโลกเช่นนี้

ว่าแล้วคงต้องไปดูซะแล้ว หลวงพี่กับผีขนุน

แต่เราก็ยังกลัวผีอยู่นี่สิ……………….





อิ่มใจ

25 10 2008

เมื่อเช้าแม่ของข้าพเจ้าโทรมาปลุกตั้งแต่ยังไม่หกโมงเช้า

เตือนว่าตื่นขึ้นมาตักบาตรได้แล้ว พอดีว่าแม่ของข้าพเจ้าไม่ได้อยู่บ้านในวันนี้

เหมือนตอนนี้เรามีหน้าที่ ตักบาตรอุทิศให้แก่คุณตาที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล

ตอนอยู่บนเตียงก็อิดออดๆ ก็คิดในใจเหมือนกัน “ทำไมต้องเป็นเราด้วยวะ”

แบบเฮ้ยละมันต้องทำกันขนาดนี้เลยเหรอ แล้วถ้ามันไม่จริงล่ะ

มันเป็นความคิดที่ไม่ดีเลย ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกตัวในตรงนี้

แต่ก็มานั่งคิดถึงตัวเองนะ ถ้าเรานอนป่วยอยุ่โรงพยาบาล

แล้วถ้ามีครายซักคนมาทำอะไรให้เรา แล้วทำให้เราหายทุกข์ทรมาน เราคงซึ้งใจมาก

ก็เลยเอาวะตื่นก็ตื่น อาบน้ำแต่งตัว แล้วก็ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองบ้าน คุ้มครองตัวเราเอง

แล้วก็มานั่งรอพระตักบาตร เป็นการรอที่เลื่อนลอยมากๆ

คือไม่รู้ว่าพระท่านจะมาบิณฑบาตรวันเสาร์อาทิตย์รึป่าว

แต่ลืมคิดไปว่าพระท่านคงไม่มีวันหยุด  ก็รอแล้วรอเล่า

ในใจก็แอบบ่นอยู่ บ่นตัวเองแหละว่าทำไมต้องเป็นเรา แทนที่จะนอนสบายๆ

ซักพักเกือบเจ็ดโมงเช้า พระท่านก็เดินผ่านหน้าบ้าน จะเดินลิ่วไปแล้ว

เราก็วิ่งออกไป เรียกหลวงพี่คะ นิมนต์ค่ะ

หลวงพี่ก็หันหลังกลับมาแล้วยิ้ม อาจจะเห็นเราดูตื่นเต้น กระเปิ๊บกระป๊าบ

บอกได้เลยว่านี่เป็นการใส่บาตรครั้งแรก ที่ทำคนเดียว

มันก็เลยออกแนวเก้ๆกังๆเคอะเขินเป็นธรรมดา 

ตักบาตรแบบนี้เหมือนจะเคยใส่ที่อื่นแต่ใจมันไม่ได้มีความรู้สึกด้วย

เหมือนตักไปเพราะทำตามคนอื่นเค้าทำๆกัน

ก็นั่งลงคุกเข่าแล้วใส่ลงในบาตร หลวงพี่ก็ให้พร

หลวงพี่ไม่ใส่รองเท้า และหน้าตาใจดีมากๆ

เคยเห็นหลวงพี่องค์นี้เดินผ่านหน้าบ้านมานานแล้วก็รู้สึกศรัทธา

แต่ด้วยที่บ้านไม่เคยสอนให้ทำอะไรพวกนี้ ก็เลยมีใจไม่กล้า

แต่พอทำเสร็จ มันอิ่มใจมากๆ จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มันออกมาโดยไม่รู้ตัว

ตอนเดินเข้ามาในบ้านมันเป็นความสุขแบบบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ 

เข้าใจความรู้สึกของคำว่าอิ่มใจเลยจริงๆ

มันคุ้มค่ากับการตื่นเช้า การรอคอย ทั้งที่มันก็ไม่นาน

แต่คนเรามักจะหลงลืมและเอาเวลาไปใส่ใจกับสิ่งอื่นซะมากกว่า

การตื่นเช้ามันทำให้เราได้เห็นชีวิตในอีกแง่มุมนึง และทำให้เวลาในหนึ่งวันมีมากขึ้น

ใครว่า หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมงไม่เพียงพอ

มันอยู่ที่การแบ่งเวลาของเราเองต่างหาก

และนี่เป็นวันแรก ที่ข้าพเจ้าตักบาตร

ขอบคุณผู้ชี้แนะทางสว่างแก่ตัวข้าพเจ้า

ขอบคุณบุพการี ที่สั่งสอนข้าพเจ้ามาให้เป็นคนดี และเจอสิ่งที่ดีๆ

วันนี้ข้าพเจ้าอิ่มจริงๆ ไม่ได้อิ่มจากอาหาร แต่เป็นใจ ที่อิ่มและมีความสุข








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.