โรงเรียนเรามีถึงแค่ชั้นม.3 เท่านั้น พ่อแม่หลายคนเป็นห่วงว่าลูกตัวเองจะยุ่งยากตอนไปเข้าม.4 ที่โรงเรียนอื่น หรือกลัวว่าม.ต้นที่โรงเรียนนี้จะสอนได้ไม่ดี ซึ่งพ่อแม่ของฉันก็เป็นอย่างนั้นเช่นเดียวกัน ฉันไปสอบเข้าม.1 ที่ร.ร.ชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่ติด จึงทำให้ฉันต้องกลับมาเรียนที่ร.ร.เดิม และเจอกับเพื่อนกลุ่มเดิม ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี คราวนี้เรามาอยุ่ห้องเดียวกันเป็นห้องคิง แต่ละคนเริ่มรู้จักกันและกันมากขึ้น เรายังคงเล่นปลาเป็นปลาตายกันเหมือนเดิม ทั้งห้องมีนักเรียนประมาน 30 คน ซึ่งกลุ่มเราก็ยังคงมี 5 คน แก้วยังคงใช้เวลาส่วนมากในการไปห้องสมุดยืมหนังสือมาอ่าน หนังสือที่อ่านก็จะเป็นประเภทวรรณคดีไทย ที่เราเห็นว่าน่าเบื่อสำหรับวัยรุ่น แต่เธออ่านได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นพระอภัยมณี สังค์ทอง ไกรทอง ฯลฯ เมื่ออ่านเรื่องหนึ่งจบเธอก็จะไปยืมเล่มใหม่มาอ่าน เมื่อเธออ่านครบทุกเล่มแล้ว เธอก็จะไปยืมมาอ่านซ้ำ จนเธอได้เป็นยอดนักอ่าน และกลุ่มเราก็จะเรียกแก้วว่า”หนอนหนังสือ” หรือบางครั้งก็จะแซวแก้วว่า ”กินหนังสือแทนข้าวกลางวันเลยดีไหม” ส่วนจูนกับแจมเป็นคนที่สนุกสนานร่าเริง บางคนอาจเรียกพวกเธอว่า ”แฝดนรก” บางคนแยกไม่ออกระหว่าง 2 คนนี้ ว่าใครเป็นใครกันแน่ ทั้งๆที่หน้าตาก็ไม่ค่อยจะเหมือนกันสักเท่าไหร่ แต่กลุ่มเราสามารถแยกออกได้ แม้แต่ฟังแค่เสียงก็แยกออกว่าใครเป็นใคร ส่วนมุกก็เป็นคนเฉยๆๆๆๆธรรมดาๆๆ ดูจากภายนอกแล้วเป็นเด็กเรียนออกจะเนิร์ด
เรื่องราวที่น่าประทับใจของกลุ่มเราก็คงจะเป็นตอนเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี กลุ่มหนึ่งมี 7 คน กลุ่มเรา 5 คน อีก 2 คน คนหนึ่งเป็นคนนับถือศาสนาซิกส์ ส่วนอีกคนก็ตัวเล็กเหลือเกิน ก่อนการไปเข้าค่ายจะมีการฝึกหุงข้าวก่อน ซึ่งหุงออกมาก็พอจะกินได้ แต่สุดท้ายก็เอาไปให้ภารโรงกิน
ตอนไปเข้าค่าย เราไปกัน 3 วัน 2 คืน เมื่อไปถึง อากาศที่นั่นร้อนมากๆในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนอากาศเย็นสบาย ไปถึงก็กางเต๊นท์เป็นอันดับแรก เราช่วยกันกางจนเต๊นท์ออกมาแข็งแรง วันแรกที่ไปถึงเราต้องเตรียมอาหารสำหรับมื้อกลางวันไปกินเอง เมื่อกินเรียบร้อยแล้วก็ไปทำกิจกรรมกันตามปกติ เมื่อตกเย็นเราต้องทำอาหารกันเอง ต้องทำเองทุกอย่างตั้งแต่ติดเตาถ่าน โดยหากิ่งไม้ข้างๆมาจุดเตา กว่าจะติดได้ใช้เวลาอยุ่นาน ซึ่งคนรับหน้าที่เป็นจูนกับมุก ส่วนคนอื่นก็ทำหน้าที่หั่น สับ ซึ่งพวกเราก็ไม่เคยทำกันมาก่อนทำให้สิ่งที่ออกมาคือ หมูชิ้นใหญ่เบ้อเร่ออย่างกับไม่ได้หั่น มื้อแรกผ่านไปด้วยความภาคภูมิใจทั้งที่รสชาติก็ไม่ได้ออกมาดีเลย อย่างกับทำน้ำตาลตกลงทั้งซองกลายเป็นหมูหวานไป
รุ่งเช้าต้องออกเดินทางไกล ระยะทางไกลมากจริงๆ บวกกับอากาศที่แสนจะร้อนอบอ้าว แดดส่องกลางหัวเต็มๆ ยังดีที่มีหมวกเนตรนารีบังกระหม่อมอยู่ มีจูนเป็นหัวหน้าหมู่ ระยะทางทั้งสิ้น 12 กิโลเมตร เป็นทางที่ครูให้เราอ้อม ซึ่งครูบอกเราว่าถ้าใครไม่สบาย ไม่ไหวให้บอก หรือจะพักระหว่างการเดินทางก็ได้ แต่กลุ่มเรา 7 คนก็ฮึดสู้ ยังไงๆก็ต้องทำให้สำเร็จ ถ้าใครไม่เป็นลมไปเสียก่อน จุดมุ่งหมายที่จะไปคือวัด ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับนรก-สวรรค์ เราจะต้องเดินไปและกลับมาถึงที่พัก จะมีครูอยู่เป็นจุดๆคอยบอกว่าจะให้เราเดินไปทางไหนและปล่อยให้พวกเราเดินกันเอง เราเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่แดดยังไม่ร้อนมาก ฉันเป็นรองหัวหน้าหมู่ต้องเดินรั้งท้าย ขณะที่เดินไประยะทางไกลพอสมควร มีรุ่นพี่ผู้ชายอยู่กลุ่มหนึ่งเดินตามหลังกลุ่มเราและกำลังพูดถึงเรื่องการหยุดพัก ซักครู่หนึ่งฉันได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ”ดูดิ น้องกลุ่มนี้อึดชะมัดเลยว่ะ” พอฉันได้ยินก็หัวเราะและรีบบอกเพื่อน ทำให้พวกเรามีแรงฮึดในการเดินต่อไป หลังจากเดินระยะทางไกลพอสมควรพวกเราก็เริ่มเมื่อยจึงหยุดพักข้างทางตรงที่มีต้นไม้ร่มๆ เสบียงและน้ำของพวกเราก็หมดแล้ว สองข้างทางมีแต่ต้นไม้ ถนน หญ้า คราบของงูลอกคราบ และแดดที่ผ่าเปรี้ยงลงมายังกลางหัวของพวกเรา ร้านค้าสักร้านก็ไม่มี เราตัดสินใจเดินทางกันต่อ พวกเราเริ่มหิวน้ำกันมากขึ้น เพราะเสียน้ำไปกับเหงื่อ แต่ละคนเริ่มเดินต่อไปไม่ไหวแต่ก็ฮึดเดินต่อ เมื่อระยะทางเหลืออีกประมาณ 2 กิโลเมตร เราเริ่มมีความหวังมากขึ้น เมื่อเริ่มเห็นสิ่งที่บ่งบอกว่าใกล้จะถึง พวกเรายิ่งฮึด ”เดิน เดิน เดิน ต่อไป ใกล้จะถึงแล้ว” พวกเราต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน พวกเราเดินกันจนปวดขามากๆ ความรู้สึกตอนนั้นอยากจะนั่งพักอย่างเดียว อยากอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ อยากได้น้ำเปล่ามาดิ่ม การเดินอย่างนี้เหมือนเดินอยู่กลางทะเลทราย แดดที่แผดเผาผิว ไม่มีน้ำสักหยด ทุกคนต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ”ไม่ไหวแล้วเมื่อไหร่จะถึงซักที” แต่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ”ยังไงก็ต้องไปให้ถึง” คำพูดของเพื่อนที่แทบจะไม่ไหวแล้วบอกว่า ”ไม่เป็นไรมาด้วยกันแล้วยังไงก็ต้องไปด้วยกัน” มันเป็นพลังที่ทำให้เราทำได้สำเร็จ
และในที่สุดก็ถึงจนได้ เราไปถึงก็รีบหาที่นั่ง ซื้อน้ำ ทุกคนเหนื่อยจนกินข้าวเที่ยงกันไม่ลง กินแต่น้ำและขนม หลังจากนั้นเรายังมีแรงไปเดินดูนรกต่ออีก ทั้งๆที่เหนื่อยกันมากแล้ว ส่วนสวรรค์นั้นเราไม่ดู เพราะ ต้องเสียเงิน ดูนรกฟรี หลังจากดูเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องเดินกลับอีก ระยะทางที่กลับพวกเราเมื่อยและเหน็ดเหนื่อยกันมาก มีการหยุดพักหลายครั้งแต่ระยะทางขากลับใช้เพียงแค่ 4 กิโลเมตรเท่านั้น พวกเราเพิ่งจะรู้ว่าทางที่เราเดินขามาเป็นทางอ้อม เมื่อเรากลับถึงสถานที่พัก พวกเราดีใจกันมาก เพราะมีน้อยกลุ่มที่จะไปและกลับมากันครบ พวกเรารู้สึกภูมิใจมากที่ได้ผ่านประสบการณ์นี้มาด้วยกัน
มื้อเย็นเรายังต้องทำอาหารเองอีก แต่ละคนก็ทำตามหน้าที่กันตามที่ได้แบ่งไว้ หลังจากที่หุงข้าวและทำกับข้าวเสร็จแล้ว เราก็เตรียมตัวที่จะมากินข้าว และเรื่องวุ่นๆก็เกิดขึ้นอีก เมื่อเราพบว่าหม้อที่หุงข้าวไม่ใช่หม้อของกลุ่มเรา จูนยืนยันว่าเมื่อตะกี๊เธอหุงข้าวได้สวยมากๆ ขาวสะอาด แล้ววางไว้ แต่พอหันกลับมาแล้วเปิดหม้อข้าว กลับกลายเป็นข้าวไหม้ กลุ่มเราจึงไปบอกครู ทำให้ครูห้ามให้คนอื่นกินก่อนและพูดถึงเรื่องนี้ว่าใครทำนิสัยแย่ๆอย่างนี้ และให้กลุ่มอื่นแบ่งข้าวให้กลุ่มเรากิน เมื่อได้ข้าวมาแล้วพวกเราแทบจะไม่ได้กินข้าวกันเลยเพราะมัวแต่กินต้มยำที่กลุ่มเราทำกันเอง แต่ก็กินได้เพียงนิดเดียวเพราะเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว
หลังจากการเล่นรอบกองไฟ เราพบสิ่งผิดปรกติเกี่ยวกับร่างกายของพวกเรา ฉัน มุก จูนและแจมผื่นขึ้นตามแขน พวกเราคันกันมากๆ จึงไปพบครูขอทายา เราเป็นเหมือนกัน 4 คน ซึ่งคนอื่นนอกจากนี้ไม่เป็น สาเหตุก็เพราะยุงตัวเบิ้มซึ่งร้ายกาจมาก พวกเราคงจะแพ้ยุง ผื่นค่อยๆลามมากขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นวงกว้างด้วยความรวดเร็วและเกิดอาการคันยิกๆ พวกเราได้แต่ทาคารามายด์กัน ดึกคืนนั้นพวกเราแค้นยุงมากจึงคอยส่องไฟว่ามียุงอยู่ในเต๊นท์หรือเปล่า ถ้ามีเราจะจัดการตบให้เรียบและยุงตัวอ้วนตัวหนึ่งเป็นผู้เคราะห์ร้าย เพราะหลังจากที่มันเสพย์สุขกับเลือดหวานๆของพวกเราแล้ว มันโดนเราตบจนเลือดกระฉูดกระฉาดเลอะเต๊นท์ เราก็ไม่คิดที่จะเช็ดเลือดนั้นออกด้วย วันรุ่งขึ้นพวกเราจึงกลับกรุงเทพกัน และอาการแพ้ยุงก็คงยังเป็นอยุ่ประมาน 2-3 อาทิตย์ ทำให้พวกเราต้องเข้าห้องพยาบาลทายากัน 4 คน ส่วนแก้วก็ไปให้กำลังใจอยู่ นี่ก็เป็นเรื่องแปลกเรื่องหนึ่งที่เราเป็นเหมือนๆกัน…….
และเรื่องต่อไปนี้เอง เรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น ไม่น่าเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจะก้าวเข้าสู่วัยรุ่น คนที่เพิ่งมีความรักครั้งแรก เมื่อเพียงแค่ม.1เท่านั้นเอง
กลุ่มของเราไม่เคยคุยกันเรื่องผู้ชาย ไม่เคยคุยเรื่องแฟนมาก่อน จนกระทั่งวันหนึ่ง … ในคาบวิชาหนึ่ง ครูถามนักเรียนทุกคนว่าในชีวิตนี้กลัวอะไร คำตอบของแต่ละคนก็จะต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกลัวความสูง ซึ่งฉันก็ตอบคำตอบนี้ด้วย บางคนก็ตอบว่ากลัวความมืด กลัวผี กลัวแม่ด่า เป็นต้น แต่คำพูดจากปากแก้ว ทำให้ทุกคนถึงกับอึ้ง สิ่งที่เธอกลัวที่สุด คือ…