มิตรภาพนี้ชั่วนิรันดร์ (ตอนที่6 – ม.ปลาย)

29 03 2009

หลังจากที่จบม.3 เราก็ต้องแยกย้ายไปอยู่ม.ปลายกันคนละร.ร.  แต่เราก็ยังมีการติดต่ออยู่เรื่อยๆ  ฉันไปเรียนพิเศษสถาบันติวเตอร์แห่งเดียวกับจูนแจม   ในตอนแรกพวกเรามีการเขียนจดหมายหากัน แต่พอระยะหลังต่างคนก็ต่างมีงานของร.ร.ที่จะต้องทำ  เราจึงมีโอกาสโทรหากันบ้าง  แค่วันเกิดหรือโอกาสสำคัญ  

ทุกปิดเทอมเราจะนัดกันไปถ่ายรูปดูความเปลี่ยนแปลงของแต่ละคน  แต่ก็ไม่สามารถออกกันได้บ่อยนัก การนัดแต่ละครั้งมักจะมีปัญหาอยู่เสมอ  คนนู้นไม่ว่างคนนี้ไม่ว่าง ไปกันไม่ครบกลุ่มซักที  นานๆทีที่ฉันจะได้โทรคุยกับมุก จูน แจน แต่แก้วเป็นคนที่โทรหาฉันบ่อยที่สุด  แก้วจะเป็นศูนย์กลางของเพื่อนๆ เธอจะโทรหาทุกคนและรุ้เรื่องราวของเพื่อนๆมารายงานให้คนอื่นฟัง

พอม.5 พวกเราก็ได้มาเจอกันอีกครั้ง เพราะมาเรียนพิเศษภาษาอังกฤษแถวบ้านฉัน  … มีคนบอกว่า “สนิทกันแค่ไหนพอย้ายร.ร.ไปเดี๋ยวก็ลืมกันแล้ว  ไปหาเพื่อนใหม่ดีกว่า  เพื่อนใหม่อาจจะดีกว่านี้ก็ได้  เราอาจจะสนิทกับเพื่อนใหม่มากกว่านี้ก็ได้  ยิ่งเพื่อนตอนมหาลัยยิ่งสนิทเข้าไปใหญ่”  แต่สำหรับกลุ่มเราไม่เป็นอย่างนั้นเลย  เพราะเรามีการติดต่อกันตลอด ถึงแม้ว่าจะห่างไกลกัน  แม้ว่าจะไม่ได้ใกล้กันเหมือนเมื่อก่อน  แต่เราจะมีความสุขทุกครั้งที่เราคุยกัน  หรือเจอกัน  

    ฉันรุ้เรื่องราวของแก้วมากที่สุด  เธอโทรมาเล่าเรื่องราวความรักของเธอที่มีต่อเพื่อนร่วมห้อง  ที่ผิดหวังอีกตามเคย และยังไม่พอเธอยังเล่าความฝันที่ฉันเดาได้เลยว่าเธอคิดไปเอง  ฉันและมุกจะคุยกันเสมอว่าแก้วมีเรื่องมาเล่าอีกแล้ว  เล่าได้ยาวมากเป็นเรื่องเป็นราวอย่างกับละครน้ำเน่า  จนฉันบอกว่าจะจดไว้แล้วเอาไปแต่งนิยาย….

แก้วเริ่มเล่นอินเตอร์เนตและมีการแชท  เธอนัดเจอผู้ชายคนหนึ่งชื่อเมย์  ฉันคิดในใจ  ”ผู้ชายอะไรชื่อเมย์  เป็นเกย์รึป่าว”  กลุ่มเราเตือนแก้วอยุ่เสมอว่าอย่าไว้ใจใครมากเกินไป  เธอได้กุหลาบวันวาเลนไทน์  และยังไปถ่ายรูปคุ่กันอีก  คาดว่าเมย์คงจะขอเธอเป็นแฟน  แต่แล้ววันหนึ่ง แก้วก็โทรมาร้องห่มร้องไห้ด้วยเสียงสะอึกสะอื้น  ฉันตกใจมากว่าแก้วจะเป็นอะไร  เธอโดนแม่ค้นกระเป๋าสตางค์แล้วเจอรูปเธอกับเมย์  แค่นั้นล่ะ  แม่เธอคงจะโวยวาย  ตอนนั้นเธอคงไม่ได้ชอบเมย์หรอก แต่คงเป็นความรู้สึกวูบวาบซักพักเท่านั้น  ฉันกลัวแก้วจะทำร้ายตัวเอง  ฉันจึงคุยเป็นเพื่อนแก้ว  หวังว่าเธอคงไม่ทำอะไร  หลังจากนั้นเธอก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับเมย์เท่าไหร่  และตอนหลังเราก็มารู้ว่าเมย์มีเมียแล้ว  และกำลังจะมีลูกสาว  เฮ่อ  เพื่อนเรารอดไปหวุดหวิด….

    พอมาระยะม.6  แก้วเริ่มโทรมาเล่าถึงชายหนุ่มคนใหม่ที่เธอหมายปอง  แต่แล้วคนๆนี้ก็ทำให้เธอกลุ้มอีก  เพราะไอ้ตาคนนี้ช่างโกหกเหลือเกิน  โกหกแม้กระทั่งชื่อเล่นของตัวเอง  ตอนนั้นใกล้ถึงเวลาเอนทรานซ์แล้ว  ฉันไปติวกับแก้ว  แก้วนัดเจอหนุ่มคนนี้มาแต่เขาก็โกหกอีก  เขาโกหกว่าใสเสื้อสีแดง ทั้งๆที่จริงแล้วเขาใส่เสื้อสีขาว  เนี่ยน้าชอบไปได้ไงคนโกหก….

    เรื่องของเพื่อนคนอื่นฉันก็ไม่ค่อยรุ้เท่าไหร่  แค่พอรุ้คร่าวๆเท่านั้น  เราเคยคุยกันว่า ใครจะมีแฟนก่อนกัน  หรือ ถ้าอนาคตเราไม่มีแฟน  ไม่แต่งงานเราจะขึ้นคานด้วยกัน เป็น 5 คานทอง   และมันจะเป็นอย่างนั้นตามคำสัญญาหรือไม่  ไม่มีใครรุ้…….





Friend…มิตรภาพนี้ชั่วนิรันดร์ (ตอนที่5 – ในวันที่เราต้องไกลห่าง)

29 03 2009

วันที่ต้องจากลากันก็มาถึง วันปัจฉิมนิเทศที่ร.ร.วันที่เราต้องลารุ่นน้องและครูที่สอนเรามาตั้งแต่ประถม มีรุ่นน้องเอากุหลาบแดงมาให้รุ่นพี่ วันนั้นพวกเราไม่ค่อยซึ้งกันเท่าไหร่เพราะยังไม่ได้จากกันจริงๆ แต่สุดท้ายจริงๆคือการเข้าค่ายปัจฉิมนิเทศ สถานที่ๆเราไปคือบ้านเยเนซาแรต ที่จังหวัดเพชรบุรี เรานั่งรถทัวร์กันไป วันนั้นเป็นวันเกิดของฉันพอดี ขณะที่นั่งอยุ่ในรถกลุ่มเราเริ่มร้องเพลง happy birthday เพื่อนๆในรถเริ่มช่วยกันร้องด้วย และให้ของขวัญที่ร่วมกันหารตังไปซื้อ เป็นตุ๊กตาหมีถือกีตาร์ ความรู้สึกตอนนั้นรู้สึกซึ้งมากๆ เป็นวันเกิดครั้งแรกที่ได้อยุ่กับเพื่อน บ่ายวันนั้นมีการเล่นเกมส์และลงทะเลเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน กลุ่มเรามีการเล่นต่อเพลงซึ่งก็เล่นกันเป็นประจำอยู่แล้ว…. อาหารที่นั่นอร่อยมาก หรือเป็นเพราะว่าพวกเรามีความสุข อะไรๆก็ดูดีไปหมด เมื่อเรากินข้าวเย็นกันเสร็จแล้วพวกเราก็มานั่งร้องเพลงเล่นกัน ลมเย็นๆที่พัดมาจากทะเล นั่งกับกลุ่มเพื่อนที่สนิทที่สุดร้องเพลงช้าๆซึ้งๆ มันช่างได้อารมณ์เหลือเกิน แต่จะไปมันส์อะไร ตอนหลังเราเริ่มร้องเพลงเร็วๆ และเริ่มร้องเพลงต๊องๆกัน ซักพักก็เข้าไปนั่งอยู่ในหอประชุม ครูเริ่มกล่าวเปิดงานและพูดถึงความรู้สึก หลังจากนั้นก็ให้นักเรียนไปผูกข้อมือบายศรีสู่ขวัญกัน พวกเราถึงกับปล่อยโฮออกมาน้อยคนนักที่จะไม่มีคราบของน้ำตา มีเพียงแค่แก้วคนเดียวที่ไม่ร้องไห้ เพราะเธอบอกว่าบ้านเธอใกล้ร.ร.นิดเดียว จะคิดถึงครูก็เดินเข้าไปหา ส่วนเพื่อนก็คิดถึงนะ แต่น้ำตามันไม่ไหลออกมาเอง….หลังจากที่ร่ำลาครูเรียบร้อยเราก็มาร่ำลาเพื่อน หลายคนที่ไม่ถูกกันก็ขอสงบศึก หลายคนที่รักกันอยู่แล้วก็พูดไม่ออก ไม่มีคำพูดอะไรจะพูดออกมา “เราไม่รู้จะพูดอะไรว่ะ” …แค่มองตากันก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เพื่อนต้องการจะบอกมันคืออะไร แค่คำพูดว่า “โชคดีนะ” มันก็ซึ้งกินใจ แค่คำพูด “อย่าลืมกันนะ”กับอ้อมกอดอันอบอุ่นของเพื่อน น้ำตาที่มันค้างอยู่ก็ไม่สามารถจะเก็บเอาไว้ได้อีกแล้ว คืนนั้นมีข้าวต้มรอบดึก ข้าวต้มมื้อนั้นอร่อยเหลือเกิน ข้าวต้มคลุกน้ำตา…. พวกเราไปล้างหน้าล้างตาแล้วก็ขึ้นนอน แต่ก็ไม่ได้นอนกันหรอก เพราะเอาไพ่เซอร์คัสไปเล่นกันต่อ และนั่งเมาท์กันจนเกือบเช้า เราสัญญากันว่าพรุ่งนี้เช้าเราจะตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น พวกเรานอนกันไม่ถึง 2 ชั่วโมงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้น พวกเรารีบตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ตอนเช้าที่สวยงาม ทุกคนตาบวมตุ่ยเพราะไม่ได้นอนและร้องไห้มาเมื่อคืน แต่พวกเราก็มีความสุขกันมาก เมื่อคิดถึงวันนั้นทีไรมันทำให้เรานั่งยิ้มอย่างมีความสุขทุกที วันนั้นเป็นวันสุดท้ายจริงๆสำหรับชีวิตในม.ต้นซึ่งต่อไปแต่ละคนก็ต้องไปตามทางเดินของตัวเองแต่เราก็นัดกันไว้แล้วว่าเราจะไปเรียนม.ปลาย ร.ร.เดียวกันเราจะได้เป็นกลุ่มอย่างนี้ตลอดไป





Friend…มิตรภาพนี้ชั่วนิรันดร์ (ตอนที่4 – ห้าเปียมหาภัย)

29 03 2009

ชีวิตม.ต้นของเราเริ่มเปลี่ยนไปจากการเล่นปลาเป็นปลาตายตามมุมบันได ไปเล่นวอลเลย์บอลหลังมื้อเที่ยง ชีวิตของความเป็นเพื่อนไม่ได้ราบรื่นมาโดยตลอด มีการทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง โดยเฉพาะแก้วซึ่งเป็นคนใจร้อน และเคยมีเรื่องกับ จูนแจม ถึงขนาดที่ว่าจะเลิกคบกับสองแฝดนี่ ซึ่งมันก็เป็นแค่คำปรึกษา เพราะหลังจากนั้นเราก็ไม่มีเรื่องบาดหมางอะไรที่ทำให้ต้องเลิกคบกัน และการทะเลาะกันบ้าง ยิ่งเป็นความผูกพันระหว่างเราทั้งห้าคนมากขึ้น……กลุ่มเราจึงได้ฉายาจากครูว่า “5เปียมหาภัย”และเพื่อความอินเตอร์เราก็ตั้งเป็นภาษาอังกฤษว่า “5 pears dangerous”เพราะเราทั้งห้าคนไว้ผมยาวถักเปียสองข้างเป็นทรงเดียวกันทุกคน

 ตอนม.2 เราต้องไปเข้าค่ายกันที่ค่ายทหาร อาจจะดูไม่สะดวกสบายเหมือนตอนม.1 เพราะค่ายทหารต้องมีวินัยตรงต่อเวลา เต๊นท์ที่ใช้กางก็เป็นเต๊นท์เตี้ยๆนอนกัน 2 คน แค่นั่ง หัวก็ชนเต๊นท์แล้ว เต๊นท์ของฉันนอนกัน 3 คน คืนวันแรกจูนนอนตรงกลางของเต๊นท์ ฉันและแก้วนอนขนาบข้าง อากาศในเต๊นท์อบอ้าว จูนนอนหลับสบาย หลังจากที่เรานอนกันไปได้ไม่นาน ก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะฝนกำลังตก เต๊นท์ที่กางไว้ก็หย่อนลงมาถูกตัวฉันและแก้ว เราสองคนต้องเอามือยันเอาไว้ ขณะที่เราไม่อยากปลุกให้จูนตื่น แต่ซักพักเราก็ทนกันไม่ไหวเพราะความแรงของฝนจึงต้องปลุกจูนตื่นแล้วย้ายไปนอนที่หอประชุม แล้วจูนก็ยังนอนตรงกลางแย่งผ้าห่มพวกเราอยู่ดี นี่ก็เป็นความแสบเล็กๆน้อยๆที่จูนทำกับพวกเรา

พูดถึงค่ายทหาร เรื่องความตรงต่อเวลาก็เป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องปฎิบัติ หลังจากที่เราเข้าฐานเนื้อตัวมอมแมมแล้ว เราก็หวังจะได้อาบน้ำกันอย่างสดชื่น แต่พวกเราก็ไม่กล้าอาบน้ำกันนอกห้องน้ำจึงยืนรอต่อคิวเข้าห้องน้ำกัน เรายืนรออยุ่เป็นเวลานานมากๆ แก้วทนไม่ไหวเลยอาบที่อ่างด้านนอก ส่วนคนอื่นก็ยืนรอกันต่อไป พอได้เข้าจึงเข้าไปห้องละสองคน ซักพักได้ยินเสียงดัง “ปี๊ด…ๆๆๆๆ”เสียงนกหวีดดังมาแล้วน้ำยังไม่ถูกตัวซักนิดเพราะมัวแต่อายกันอยู่ ฉันเข้าห้องเดียวกับจูน ส่วนมุกเข้าห้องเดียวกับแจน ฉันและ จูนตัดสินใจถอดชุดหมดแล้วอาบโดยไม่ใส่ผ้าถุงและสัญญากันไว้ว่าจะไม่มองกันและรีบจ้ำอาบน้ำกันอย่างเร็ว พอออกมาเล่าให้แจม และมุกฟังเธอบอกว่า “ทำไมกล้า” ก็มันเป็นเรื่องจำเป็นนี่นา…

เราเรียนซัมเมอร์ก่อนขึ้นชั้นม.3 กัน 3 คน คือ ฉัน แก้วและมุก เรียนวิชาการตอนเช้าและบาสเก็ตบอลตอนบ่าย เราเล่นบาสกันอย่างสนุกสนาน หลังจากเรียนเสร็จฉันก็จะไปอยุ่บ้านมุก เพราะพ่อฉันจะไปรับที่นั่นทำให้ฉันกับมุก สนิทกันมากขึ้นอีก

การทำโครงงานวิชาวิทยาศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจ พวกเราชอบการทดลองในวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะทดลองทีไรกลุ่มเราจะประสบความสำเร็จมากกว่ากลุ่มอื่นทุกที พูดถึงโครงงานวิชานี้ที่เราทำร่วมกัน คือโครงงานทำเทียนหอม พวกเราคิดโครงการนี้อยู่นาน ไปดูหนังสือตามร้านต่างๆจนสรุปออกมาได้เรื่องนี้ พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันมาก วัตถุอุปกรณ์ที่ใช้คือ พาราฟิน ซึ่งมีราคาแพง พวกเราจึงซื้อเทียนแท่ง ใช้ความร้อนหลอมออกแล้วเทใส่แบบที่เตรียมไว้ เพียงเท่านี้ก็ได้เทียนออกมาใหม่ เราใช้เวลาในการทำงานนี้ประมาน 1 เทอม ทำกันแทบทุกวัน จนงานวันวิทยาศาสตร์ พวกเราได้ออกแสดง พวกเราขายเทียนโดยมีวิธีหลอกล่อลูกค้าซึ่งส่วนมากจะเป็นเด็กประถมที่ยังไร้เดียงสา ฉันเอาสติกเกอร์ที่น้าฉันให้ฟรีๆมาเป็นของแถมด้วย ถ้าใครซื้อเทียนจะแถมสติกเกอร์ ตอนแรกไม่มีใครสนใจ ตอนหลังเริ่มมีคนสนใจมากขึ้นจนขายออกหมด แล้วพวกเราก็หัวใส เดินออกเร่ขายสติกเกอร์ด้วย นับเงินออกมาพวกเราได้กำไรคนละสามถึงสี่ร้อยบาท ครูถามว่า”พวกเธอได้กำไรกันไหม” พวกเรารีบตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ขาดทุนค่ะ” เพราะกลัวครูจะเอาเงินเข้า ร.ร. งานนี้เลยรวยกันถ้วนหน้า……

พอเราเป็นพี่โตสุดของ ร.ร. พวกเราก็มีความรู้สึกเป็นรุ่นพี่ ต้องเป็นคนช่วยกางเต๊นท์ให้น้องประถมที่เข้าค่ายที่ร.ร. พวกเรากางกันได้อย่างชำนาญ พอกางเสร็จก็ตรวจดูความเรียบร้อยของเต๊นท์ ปรากฏว่าสิ่งที่เราเห็น ……คือคราบเลือดของยุงที่เราเคยตบเลือดกระฉาดเมื่อสมัยม.1 แต่ตอนนี้เราอยุ่ม.3แล้ว คราบเลือดนั้นยังอยุ่และมันก็เป็นเต๊นท์เดิมที่เราเคยอยู่ มันแปลกไหมล่ะ….

การเข้าค่ายลูกเสือม.3 เราไปกัน 7 วัน 6 คืน เป็นงานที่ใหญ่มาก เพราะรวมลูกเสือเนตรนารีจากทุกจังหวัด ในหมู่หนึ่งจะมีตั้งแต่ชั้นม.1-3 และฉันก็เป็นหัวหน้าหมู่ในหมู่นี้ด้วย ฉันได้อยู่กลุ่มเดียวกับมุก มีน้องม.2 -ม.1ร่วมด้วย จูนกับแจมแยกกันไปคนละกลุ่ม ส่วนแก้วก็แยกไปอีกกลุ่ม ต้องนอนกันคนละเต๊นท์ 2-3 คืนแรกแก้วร้องไห้ทุกคืนเพราะเข้ากับเพื่อนในเต๊นท์ไม่ได้ ระยะหลังๆพวกเราก็ได้แต่ปลอบให้ทำใจ ตอนหลังเธอจึงยอมรับได้ ถึงตอนได้โดดหอ ฉัน และแก้วโดดด้วยกัน พอลงมาขาก็สั่นไปหมด คืนสุดท้ายเต๊นท์ของเรามีแจมมาอยู่ด้วย นั่งเมาท์แตกนินทาครูกับน้องม.1 อย่างสนุกสนาน……… เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน แป๊บเดียวเราจะต้องแยกจากกันแล้วหรือนี่ เหลือเวลาอีกเพียงน้อยนิด เราสัญญาว่าจะไปอยุ่ม.ปลายร.ร.เดียวกัน ฝันของเราจะเป็นจริงหรือไม่……





Friend…มิตรภาพนี้ชั่วนิรันดร์ (ตอนที่3 – รักลูกหมา)

29 03 2009

สิ่งที่แก้วกลัวที่สุด ก็คือ กลัวการถูกคลุมถุงชน ทุกๆคนถึงกับขำ เพราะไม่นึกว่าสมัยนี้ยังมีการจับคลุมถุงชนกันอีกฉันเริ่มให้ความสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น จึงเข้าไปถามแก้วว่าทำไมถึงกลัวเรื่องนี้ แก้วกลัวพ่อแม่เธอจะจับเธอทำอย่างนั้น อาจจะมีซักวัน ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าแก้วคิดมากไปหรือเปล่า ตอนนั้นฉันนึกยังไงก็ไม่รู้ เป็นครั้งแรกที่ฉันพูดถึงเรื่องความรัก หรือว่า เราเริ่มจะโตเป็นสาวกันแล้ว ฉันถามแก้วว่า “เธอชอบใครอยู่หรือเปล่า” ตอนแรกแก้วก็อึกอักไม่พูด จนฉันคะยั้นคะยอให้เธอพูดออกมา เธอชอบรุ่นพี่คนหนึ่งอยู่ม.3ห้องคิง หลังจากวันนั้นกลุ่มเราก็คุยถึงเรื่องนี้กันบ่อยขึ้น ฉันเองก็อยากรู้อยากเห็นว่าการที่มีรุ่นน้องไปแอบชอบรุ่นพี่แล้วจะเป็นยังไง แก้วเริ่มอยากรู้เรื่องราวของพี่คนนี้มากขึ้น ซึ่งฉันก็เป็นคนที่ช่วยแก้วตั้งแต่การหาชื่อจริง นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ จากหนังสืออนุสรณ์ของร.ร.ที่พี่เค้าถ่ายไว้ตอนป.6 พี่คนนี้ชื่อว่าเก่ง แต่กลุ่มของเราไม่ค่อยได้เรียกอย่างนั้นเท่าไหร่ เราจะเรียกกันว่า “หัวเม่น” ซะมากกว่า เพราะว่าหัวของพี่แกเหมือนเม่นมาก และนั่นก็เป็นฉายาที่เราเรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องของพี่เก่งเริ่มเป็นเรื่องที่เรานำมาเข้าสู่วงสนทนาในกลุ่มมากขึ้นทุกวันๆ ทุ่มกว่าๆวันหนึ่ง เสียงโทรศัพท์ที่บ้านฉันก็ดังขึ้น ปรากฏว่าเป็นเสียงของแก้ว เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เธอได้คุยกับพี่เก่งแล้ว เธอเล่าว่าน้ำเสียงของพี่เก่งก็ธรรมดาๆ แก้วโทรมาหาฉันถี่ขึ้น โทรมาเล่าในสิ่งที่เธอได้คุยกับพี่เก่ง พออยู่ร.ร.เธอก็จะนั่งปลื้มพี่เก่ง เพราะเขาเป็นนักบาส นักดนตรี พูดถึงหน้าตา สำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่าแก้วชอบไปได้ยังไงไม่เห็นจะหล่อตรงไหน ตี๋จะตาย แก้วโทรหาพี่เก่งอยู่บ่อยๆตั้งแต่ม.1 -ม.2 วันที่มีงานร.ร. แก้วแต่งตัวสวยมางาน แก้วไปขอถ่ายรูปกับพี่เก่งซึ่งฉันเป็นคนถ่ายให้เอง หลังจากนั้นเธอเริ่มเขียนจดหมายไปหาพี่เก่ง จากน้ำเสียงที่ธรรมดาๆก็ดูเหมือนน้ำเสียงของพี่เก่งจะเย็นชาขึ้นทุกวันๆ จากที่แก้วโทรมาเล่าด้วยเสียงตื่นเต้น ก็กลายเป็นเสียงที่เศร้า แต่เธอไม่หมดหวัง เธอยังคงมีความพยายามต่อไป จนกระทั่ง ม.3 เธอเริ่มคิดได้ว่าพี่เค้าคงไม่ชอบเธอหรอก แต่แก้วก็ยังขอแค่ชอบเค้าต่อไป ขอโทรศัพท์หา ขอเขียนจดหมายต่อ จนวันหนึ่งที่มาถึงจุดแตกหักอย่างแท้จริง ตอนบ่าย 4 โมง ฉันได้ข่าวมาว่าพี่เก่งเอาจดหมายของแก้วที่เขียนให้มาอ่านให้เพื่อนฟังแล้วก็ล้อเลียน เขาคงนึกว่าแก้วเป็นผู้หญิงที่บ้าผู้ชาย หรือไม่ก็โง่ เซ่อ ทั้งๆที่รุ้ว่าเขาไม่ชอบแล้วยังจะตามตื๊อเขาอยู่นั่น พอมีเวลาพวกเราก็ยุให้แก้วไปพูดกับพี่เค้าให้รู้เรื่อง ก่อนเข้าเรียนคาบสุดท้ายเรามีเวลาพักอยู่ประมาน 15 นาที แก้วลากฉันไปที่ห้องดนตรี พี่เก่งอยู่ข้างในห้อง เรายืนทำใจกันอยุ่นานก่อนที่แก้วจะตัดสินใจเดินเข้าไปในห้อง ตอนแรกฉันก็คิดจะเดินเข้าไปด้วย แต่ก็เกรงใจไม่ใช่เรื่องของเรา จึงยืนดูอยุ่หน้าห้องดนตรี ซักพักแก้วก็เดินออกจากห้องพร้อมพูดกลับไปในห้องว่า “ไปกันเถอะ เรารู้เรื่องชัดเจนดีแล้ว” แก้วลากฉันกลับห้องโดยที่ฉันไม่รู้ว่าในห้องนั้นเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำ ฉันพยายามให้แก้วเล่าเรื่องให้ฟัง เธอเล่าพร้อมกับสะอื้น เขาไม่สนใจเธอเลยไม่หันมามองเธอด้วยซ้ำ คำพูดที่แก้วคุยกับพี่เก่งในห้อง เธอเป็นฝ่ายพูดเพียงฝ่ายเดียว แค่นี้ก็พอเข้าใจแล้ว ฉันมารู้ทีหลังว่า พี่เก่งเอาจดหมายไปยัดไว้ในห้องดนตรี หลังจากนั้นแก้วก็พยาบาทพี่เก่งมาโดยตลอด และยิ่งมารู้ว่าคนที่แก้วไม่ชอบหน้าอยู่นั้นกลายเป็นแฟนของพี่เก่ง จากความรัก….กลายมาเป็นความพยาบาท เรื่องนี้ไม่น่าเกิดขึ้นเลย เย็นวันหนึ่งแก้วสามารถตัดขาดความรักของเธอได้แต่เธอก็ยังจดจำมันอยุ่ ก็รูปที่แก้วถ่ายกับพี่เก่งนั่นแหละ ที่เพื่อนๆยุให้เธอฉีกและกระทืบ เธอตัดสินใจอยู่นานกว่าจะฉีกรูป เธอเก็บส่วนที่เป็นหน้าเธอเอาไว้ ส่วนที่เป็นหน้าพี่เก่งทิ้งลงพื้นและกระทืบ หลังจากนั้นเราก็นำรูปที่โดนเหยียบเรียบร้อยไปโยนทิ้งไว้หน้าห้องดนตรีเพราะรู้ว่าเย็นวันนั้นพี่เก่งต้องเข้าห้องดนตรีอย่างแน่นอน มันเป็นความสะใจของแก้วและเพื่อนๆ ในตอนนั้นเราคิดกันอย่างนั้นด้วยความเป็นเด็กและรักเพื่อน แต่พอเราโตขึ้นแล้วมองย้อนกลับไป เราคิดว่ามันเป็นการกระทำที่งี่เง่า จะไปอาฆาตเขาทำไม และมันก็ไม่ใช่เรื่องของคนในกลุ่มที่ร่วมพยาบาทด้วย แต่ความรู้สึกของคนเป็นเพื่อนไม่ว่าจะเป็น ฉัน จูน แจม มุก ไม่ว่าใครจะทำให้เพื่อนคนใดคนหนึ่งเจ็บ เราจะช่วยจนถึงที่สุด…… ความรักของแก้วทำให้เธอต้องเจ็บปวด ซึ่งฉันก็มีส่วมร่วมกับเหตุการณ์ต่างๆมาโดยตลอด ทำให้เด็กมัธยมใสๆคนหนึงต้องมีรอยร้าวในใจ สำหรับคนอื่นๆก็มีอยู่บ้างเหมือนกันแต่เป็นรักใสๆมากกว่า ตอนม.1 ฉันก็มีคนมาจีบเหมือนกัน แต่เป็นทอม มี 2 คน เป็นทอมทั้งคู่ ตอนนั้นจูนก็ไปชอบเพื่อนของทอมที่มาชอบฉันคนหนึ่ง พอ ม.2เธอก็ไปชอบอีกหลายคนจนพวกเราตั้งเป็นหมายเลข1-2-3-4-5-6-7-8 ส่วนแจมก็มีความชอบที่มั่นคง เธอชอบsomeoneตั้งแต่อนุบาล2 มาจนบัดนี้เธอก็ยังชอบอยู่ ส่วนมุกไม่ค่อยมีเรื่องพวกนี้เท่าไหร่เธอจะคอยเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนๆซะมากกว่า จะมีก็ตอนม.2 ที่พวกเราแอบแซวมุกกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่เราตั้งฉายาให้ว่าพี่ “ม่อน” และนี่ก็เป็นรักแบบลูกหมาของแต่ละคนในม.ต้น





Friend…มิตรภาพนี้ชั่วนิรันดร์ (ตอนที่2 – มอ.1ทับ1)

29 03 2009

โรงเรียนเรามีถึงแค่ชั้นม.3 เท่านั้น  พ่อแม่หลายคนเป็นห่วงว่าลูกตัวเองจะยุ่งยากตอนไปเข้าม.4 ที่โรงเรียนอื่น หรือกลัวว่าม.ต้นที่โรงเรียนนี้จะสอนได้ไม่ดี  ซึ่งพ่อแม่ของฉันก็เป็นอย่างนั้นเช่นเดียวกัน ฉันไปสอบเข้าม.1  ที่ร.ร.ชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่ติด  จึงทำให้ฉันต้องกลับมาเรียนที่ร.ร.เดิม  และเจอกับเพื่อนกลุ่มเดิม  ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี คราวนี้เรามาอยุ่ห้องเดียวกันเป็นห้องคิง  แต่ละคนเริ่มรู้จักกันและกันมากขึ้น เรายังคงเล่นปลาเป็นปลาตายกันเหมือนเดิม  ทั้งห้องมีนักเรียนประมาน 30 คน  ซึ่งกลุ่มเราก็ยังคงมี 5 คน แก้วยังคงใช้เวลาส่วนมากในการไปห้องสมุดยืมหนังสือมาอ่าน  หนังสือที่อ่านก็จะเป็นประเภทวรรณคดีไทย ที่เราเห็นว่าน่าเบื่อสำหรับวัยรุ่น  แต่เธออ่านได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นพระอภัยมณี  สังค์ทอง ไกรทอง ฯลฯ  เมื่ออ่านเรื่องหนึ่งจบเธอก็จะไปยืมเล่มใหม่มาอ่าน  เมื่อเธออ่านครบทุกเล่มแล้ว  เธอก็จะไปยืมมาอ่านซ้ำ  จนเธอได้เป็นยอดนักอ่าน  และกลุ่มเราก็จะเรียกแก้วว่า”หนอนหนังสือ”  หรือบางครั้งก็จะแซวแก้วว่า  ”กินหนังสือแทนข้าวกลางวันเลยดีไหม” ส่วนจูนกับแจมเป็นคนที่สนุกสนานร่าเริง  บางคนอาจเรียกพวกเธอว่า  ”แฝดนรก”  บางคนแยกไม่ออกระหว่าง  2  คนนี้ ว่าใครเป็นใครกันแน่ ทั้งๆที่หน้าตาก็ไม่ค่อยจะเหมือนกันสักเท่าไหร่  แต่กลุ่มเราสามารถแยกออกได้ แม้แต่ฟังแค่เสียงก็แยกออกว่าใครเป็นใคร   ส่วนมุกก็เป็นคนเฉยๆๆๆๆธรรมดาๆๆ   ดูจากภายนอกแล้วเป็นเด็กเรียนออกจะเนิร์ด

เรื่องราวที่น่าประทับใจของกลุ่มเราก็คงจะเป็นตอนเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี  กลุ่มหนึ่งมี  7  คน  กลุ่มเรา  5 คน  อีก 2 คน  คนหนึ่งเป็นคนนับถือศาสนาซิกส์  ส่วนอีกคนก็ตัวเล็กเหลือเกิน  ก่อนการไปเข้าค่ายจะมีการฝึกหุงข้าวก่อน  ซึ่งหุงออกมาก็พอจะกินได้ แต่สุดท้ายก็เอาไปให้ภารโรงกิน  

ตอนไปเข้าค่าย  เราไปกัน 3 วัน  2 คืน  เมื่อไปถึง อากาศที่นั่นร้อนมากๆในตอนกลางวัน  ส่วนตอนกลางคืนอากาศเย็นสบาย  ไปถึงก็กางเต๊นท์เป็นอันดับแรก  เราช่วยกันกางจนเต๊นท์ออกมาแข็งแรง  วันแรกที่ไปถึงเราต้องเตรียมอาหารสำหรับมื้อกลางวันไปกินเอง  เมื่อกินเรียบร้อยแล้วก็ไปทำกิจกรรมกันตามปกติ  เมื่อตกเย็นเราต้องทำอาหารกันเอง  ต้องทำเองทุกอย่างตั้งแต่ติดเตาถ่าน  โดยหากิ่งไม้ข้างๆมาจุดเตา กว่าจะติดได้ใช้เวลาอยุ่นาน  ซึ่งคนรับหน้าที่เป็นจูนกับมุก  ส่วนคนอื่นก็ทำหน้าที่หั่น  สับ    ซึ่งพวกเราก็ไม่เคยทำกันมาก่อนทำให้สิ่งที่ออกมาคือ  หมูชิ้นใหญ่เบ้อเร่ออย่างกับไม่ได้หั่น  มื้อแรกผ่านไปด้วยความภาคภูมิใจทั้งที่รสชาติก็ไม่ได้ออกมาดีเลย  อย่างกับทำน้ำตาลตกลงทั้งซองกลายเป็นหมูหวานไป  

รุ่งเช้าต้องออกเดินทางไกล  ระยะทางไกลมากจริงๆ  บวกกับอากาศที่แสนจะร้อนอบอ้าว  แดดส่องกลางหัวเต็มๆ  ยังดีที่มีหมวกเนตรนารีบังกระหม่อมอยู่   มีจูนเป็นหัวหน้าหมู่  ระยะทางทั้งสิ้น  12  กิโลเมตร  เป็นทางที่ครูให้เราอ้อม  ซึ่งครูบอกเราว่าถ้าใครไม่สบาย  ไม่ไหวให้บอก หรือจะพักระหว่างการเดินทางก็ได้  แต่กลุ่มเรา 7 คนก็ฮึดสู้  ยังไงๆก็ต้องทำให้สำเร็จ  ถ้าใครไม่เป็นลมไปเสียก่อน  จุดมุ่งหมายที่จะไปคือวัด  ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับนรก-สวรรค์  เราจะต้องเดินไปและกลับมาถึงที่พัก  จะมีครูอยู่เป็นจุดๆคอยบอกว่าจะให้เราเดินไปทางไหนและปล่อยให้พวกเราเดินกันเอง  เราเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่แดดยังไม่ร้อนมาก  ฉันเป็นรองหัวหน้าหมู่ต้องเดินรั้งท้าย  ขณะที่เดินไประยะทางไกลพอสมควร  มีรุ่นพี่ผู้ชายอยู่กลุ่มหนึ่งเดินตามหลังกลุ่มเราและกำลังพูดถึงเรื่องการหยุดพัก  ซักครู่หนึ่งฉันได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า  ”ดูดิ  น้องกลุ่มนี้อึดชะมัดเลยว่ะ”  พอฉันได้ยินก็หัวเราะและรีบบอกเพื่อน ทำให้พวกเรามีแรงฮึดในการเดินต่อไป  หลังจากเดินระยะทางไกลพอสมควรพวกเราก็เริ่มเมื่อยจึงหยุดพักข้างทางตรงที่มีต้นไม้ร่มๆ  เสบียงและน้ำของพวกเราก็หมดแล้ว  สองข้างทางมีแต่ต้นไม้  ถนน  หญ้า  คราบของงูลอกคราบ และแดดที่ผ่าเปรี้ยงลงมายังกลางหัวของพวกเรา  ร้านค้าสักร้านก็ไม่มี  เราตัดสินใจเดินทางกันต่อ  พวกเราเริ่มหิวน้ำกันมากขึ้น เพราะเสียน้ำไปกับเหงื่อ  แต่ละคนเริ่มเดินต่อไปไม่ไหวแต่ก็ฮึดเดินต่อ  เมื่อระยะทางเหลืออีกประมาณ  2 กิโลเมตร เราเริ่มมีความหวังมากขึ้น เมื่อเริ่มเห็นสิ่งที่บ่งบอกว่าใกล้จะถึง พวกเรายิ่งฮึด  ”เดิน  เดิน  เดิน  ต่อไป ใกล้จะถึงแล้ว” พวกเราต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน พวกเราเดินกันจนปวดขามากๆ ความรู้สึกตอนนั้นอยากจะนั่งพักอย่างเดียว  อยากอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ อยากได้น้ำเปล่ามาดิ่ม  การเดินอย่างนี้เหมือนเดินอยู่กลางทะเลทราย  แดดที่แผดเผาผิว  ไม่มีน้ำสักหยด  ทุกคนต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า  ”ไม่ไหวแล้วเมื่อไหร่จะถึงซักที” แต่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  ”ยังไงก็ต้องไปให้ถึง”  คำพูดของเพื่อนที่แทบจะไม่ไหวแล้วบอกว่า  ”ไม่เป็นไรมาด้วยกันแล้วยังไงก็ต้องไปด้วยกัน”  มันเป็นพลังที่ทำให้เราทำได้สำเร็จ

และในที่สุดก็ถึงจนได้  เราไปถึงก็รีบหาที่นั่ง  ซื้อน้ำ  ทุกคนเหนื่อยจนกินข้าวเที่ยงกันไม่ลง กินแต่น้ำและขนม  หลังจากนั้นเรายังมีแรงไปเดินดูนรกต่ออีก  ทั้งๆที่เหนื่อยกันมากแล้ว  ส่วนสวรรค์นั้นเราไม่ดู  เพราะ  ต้องเสียเงิน  ดูนรกฟรี  หลังจากดูเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องเดินกลับอีก  ระยะทางที่กลับพวกเราเมื่อยและเหน็ดเหนื่อยกันมาก มีการหยุดพักหลายครั้งแต่ระยะทางขากลับใช้เพียงแค่  4  กิโลเมตรเท่านั้น  พวกเราเพิ่งจะรู้ว่าทางที่เราเดินขามาเป็นทางอ้อม  เมื่อเรากลับถึงสถานที่พัก  พวกเราดีใจกันมาก เพราะมีน้อยกลุ่มที่จะไปและกลับมากันครบ  พวกเรารู้สึกภูมิใจมากที่ได้ผ่านประสบการณ์นี้มาด้วยกัน  

มื้อเย็นเรายังต้องทำอาหารเองอีก  แต่ละคนก็ทำตามหน้าที่กันตามที่ได้แบ่งไว้  หลังจากที่หุงข้าวและทำกับข้าวเสร็จแล้ว เราก็เตรียมตัวที่จะมากินข้าว และเรื่องวุ่นๆก็เกิดขึ้นอีก  เมื่อเราพบว่าหม้อที่หุงข้าวไม่ใช่หม้อของกลุ่มเรา  จูนยืนยันว่าเมื่อตะกี๊เธอหุงข้าวได้สวยมากๆ ขาวสะอาด  แล้ววางไว้ แต่พอหันกลับมาแล้วเปิดหม้อข้าว กลับกลายเป็นข้าวไหม้  กลุ่มเราจึงไปบอกครู  ทำให้ครูห้ามให้คนอื่นกินก่อนและพูดถึงเรื่องนี้ว่าใครทำนิสัยแย่ๆอย่างนี้  และให้กลุ่มอื่นแบ่งข้าวให้กลุ่มเรากิน  เมื่อได้ข้าวมาแล้วพวกเราแทบจะไม่ได้กินข้าวกันเลยเพราะมัวแต่กินต้มยำที่กลุ่มเราทำกันเอง  แต่ก็กินได้เพียงนิดเดียวเพราะเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว  

หลังจากการเล่นรอบกองไฟ  เราพบสิ่งผิดปรกติเกี่ยวกับร่างกายของพวกเรา  ฉัน  มุก  จูนและแจมผื่นขึ้นตามแขน  พวกเราคันกันมากๆ จึงไปพบครูขอทายา  เราเป็นเหมือนกัน  4  คน  ซึ่งคนอื่นนอกจากนี้ไม่เป็น  สาเหตุก็เพราะยุงตัวเบิ้มซึ่งร้ายกาจมาก พวกเราคงจะแพ้ยุง  ผื่นค่อยๆลามมากขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นวงกว้างด้วยความรวดเร็วและเกิดอาการคันยิกๆ พวกเราได้แต่ทาคารามายด์กัน  ดึกคืนนั้นพวกเราแค้นยุงมากจึงคอยส่องไฟว่ามียุงอยู่ในเต๊นท์หรือเปล่า ถ้ามีเราจะจัดการตบให้เรียบและยุงตัวอ้วนตัวหนึ่งเป็นผู้เคราะห์ร้าย เพราะหลังจากที่มันเสพย์สุขกับเลือดหวานๆของพวกเราแล้ว มันโดนเราตบจนเลือดกระฉูดกระฉาดเลอะเต๊นท์  เราก็ไม่คิดที่จะเช็ดเลือดนั้นออกด้วย  วันรุ่งขึ้นพวกเราจึงกลับกรุงเทพกัน  และอาการแพ้ยุงก็คงยังเป็นอยุ่ประมาน 2-3 อาทิตย์ ทำให้พวกเราต้องเข้าห้องพยาบาลทายากัน 4 คน ส่วนแก้วก็ไปให้กำลังใจอยู่  นี่ก็เป็นเรื่องแปลกเรื่องหนึ่งที่เราเป็นเหมือนๆกัน…….

และเรื่องต่อไปนี้เอง  เรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น  ไม่น่าเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจะก้าวเข้าสู่วัยรุ่น  คนที่เพิ่งมีความรักครั้งแรก  เมื่อเพียงแค่ม.1เท่านั้นเอง

กลุ่มของเราไม่เคยคุยกันเรื่องผู้ชาย  ไม่เคยคุยเรื่องแฟนมาก่อน  จนกระทั่งวันหนึ่ง  …  ในคาบวิชาหนึ่ง ครูถามนักเรียนทุกคนว่าในชีวิตนี้กลัวอะไร  คำตอบของแต่ละคนก็จะต่างกัน  ไม่ว่าจะเป็นกลัวความสูง  ซึ่งฉันก็ตอบคำตอบนี้ด้วย บางคนก็ตอบว่ากลัวความมืด  กลัวผี  กลัวแม่ด่า  เป็นต้น  แต่คำพูดจากปากแก้ว  ทำให้ทุกคนถึงกับอึ้ง  สิ่งที่เธอกลัวที่สุด  คือ…





Friend…มิตรภาพนี้ชั่วนิรันดร์ (ตอนที่1 – แรกรู้จัก)

29 03 2009

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อนานมาแล้ว  นานมากจนความทรงจำเริ่มเลือนลาง

เมื่อตอนฉันอยู่  ป.1  ฉันได้รู้จักกับ   “มุก”สาวน้อยเรียบร้อยใส่แว่นตาหนาเตอะ  เราเรียนอยู่ห้องเดียวกัน แต่ไม่สนิทกันเท่าไหร่  จำไม่ได้ว่าเคยคุยกันรึเปล่า แล้วพอป.2 เราก็แยกกันไปเรียนคนละห้อง  

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ฉันขึ้นชั้นป.4  ฉันมีกลุ่มเพื่อนสนิทอยุ่3-4 คน  เราสนิทกันมาก  จากการเล่นใต้แป้นบาส  หลายคนอาจจะนึกภาพไม่ออกว่าการเล่นใต้แป้นบาสเป็นอย่างไร  การเล่นชนิดนี้คงไม่มีใครเล่นนอกจากกลุ่มเรา  ร.ร.ของฉันแป้นบาสตรงพื้นจะมีการยกขึ้นเล็กน้อยเป็นโครงเหล็ก  เราก็จะขึ้นไปเล่นวิ่งไล่จับกันตรงแป้นบาสนั่น  ถ้าใครตกลงมาจากแป้นบาสนั้นก่อนก็จะแพ้  ทั้งๆที่พื้นที่ก็ออกจะเล็กนิดเดียว  หรือเพราะตัวของเราเล็กก็ไม่รู้  ถึงทำให้เราเล่นกันได้อย่างสนุกสนาน  และหนึ่งในนั้นที่เป็นก๊วนที่ฉันคบและสนิทมาจนถึงทุกวันนี้ คือ  ”แก้ว”  ซึ่งในตอนนั้นเองฉันก็ยังไม่สนิทกับแก้วมากเท่าไหร่นัก
พอขึ้นชั้นป.5เราก็แยกกันไปอยู่คนละห้อง  มีการติดต่อกันบ้างเล็กน้อยและเราก็ยังคงเล่นใต้แป้นบาสนั่นเหมือนเดิม  แต่ดูๆแล้ว มันชักจะไม่ค่อยสนุกสักเท่าไหร่  เพราะพื้นที่ในการเล่นดูคับแคบลง แท้จริงแล้วแป้นบาสก็ขนาดเท่าเดิมแหละ  แต่เป็นตัวเราที่โตขึ้นมากกว่า  ทำให้เราห่างหายกันไป  

จนเมื่อถึงชั้นป.6  ฉันและแก้วก็มาอยู่ห้องเดียวกันอีกครั้ง  และคนที่คุ้นหน้าคุ้นตา มุกนั่นเอง  ช่วงแรกๆฉันไม่มีเพื่อน ไม่รู้ว่าจะไปกินข้าวกับใคร  จะเล่นกับใคร  หรือแม้แต่จะคุยกับใคร  จะคุยกับแก้วก็ไม่ได้เพราะดูเหมือนว่าตอนป.6  เราจะไม่ได้สนิทกันซะแล้ว  แก้วหมกตัวอยู่แต่ในห้องสมุด  อ่านนิยาย  ส่วนมุกก็สนิทกับเพื่อนฝาแฝด  ชื่อจูนกับแจม แฝดคนพี่อยู่ห้องของฉันชื่อ  จูน  ส่วนคนน้องอยู่อีกห้องหนึ่ง ชื่อ แจม สามคนนี้จะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ  ส่วนตัวฉันเองไม่มีกลุ่มอยู่ ต้องย้ายไปกลุ่มนู้นทีกลุ่มนี้ที  จนในที่สุดฉันก็ได้เข้ามาอยู่กลุ่มนี้  เข้ามาได้อย่างไรก็ไม่ทราบ กลุ่มเรามี 4 คน เราไปกินข้าวด้วยกันทุกกลางวัน  เล่นปลาเป็นปลาตายกันตามซอกของกำแพงทุกวันหลังจากกินข้าวเสร็จ  มุมตรงนั้นเป็นมุมของเรา  แม้ว่ามันจะสกปรกสักนิดแต่เราก็รู้สึกสนุกกับมัน  เวลาผ่านไปวันๆด้วยความสนุกสนาน  แล้ววันหนึ่ง  กลุ่มเราก็นำแก้วออกมาจากโลกส่วนตัวของเธอได้สำเร็จ  ทำให้กลุ่มเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 5  คน  ชีวิตช่างสนุกสนานเหลือเกิน  วันๆเรียนและเล่น ไม่มีใครคิดเรื่องอะไร ไม่ได้คิดว่าเธอนิสัยเป็นยังไง  ชอบอะไร  ขอแค่สนุกก็พอ…








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.