ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป

16 08 2011

วันก่อนไปกินข้าววันแม่มา

กินอิ่มแล้วระหว่างคิดเงินก็มองไปโต๊ะข้างๆทั้งสองฝั่ง

โต๊ะทางขวามือ จูงมากันเป็นคู่นั่งข้างเดียวกัน พอสั่งอาหารเสร็จต่างคนก็ต่างกดจิ้มมือถือของตัวเอง

หันไปโต๊ะทางซ้าย มากันเป็นครอบครัว พ่อแม่ ลูกชาย คุณย่า

พอนั่งโต๊ะปุ๊บ สั่งอาหารเสร็จ ลูกชายเดินไปคว้าๆของในกระเป๋าแม่

พอหยิบสิ่งที่ต้องการแล้วก็มาจิ้มๆกดๆ ไม่คุยกับใคร ถามคำตอบคำงึมๆงัมๆ

เดี๋ยวนี้เราคุยกับโทรศัพท์กันมากกว่าคนข้างๆจริงๆ





Say_Quote2

9 12 2010

-  ปรุงความรัก ให้เหมือนปรุงก๋วยเตี๋ยว กว่าจะอร่อย ต้องชิมแล้วชิมอีก

-  ความรักก็เหมือนฤดูหนาว…ถึงจะบอกว่าปีนี้จะหนาวมากก็เชื่อไม่ได้…ถึงจะบอกว่ารักมากก็เชื่อไม่ได้…คงต้องให้เวลาพิสูจน์

-  เวลาอยู่ในลิฟท์แล้วคิดถึงทะเล เพราะทะเลมีคลื่น

-   ไข่เจียว…ฝีมือใคร…ฝีมือเค้า…เจียวออกมารสชาติไม่เหมือนกันซักคน

-  ทุกวันนี้คนเรามัวแต่วิ่งหาเงินหาทอง จนบางครั้งลืมที่จะวิ่งออกกำลังกายดูแลสุขภาพตัวเอง

-  จัดการกับปัญหา…อย่าให้ปัญหาจัดการคุณ

-  เมื่อคุณจำไม่ได้ว่าทำไมคุณเจ็บปวด…นั่นแปลว่าคุณหายดีแล้ว

-  ความน่าเชื่อถือก็เหมือนเงิน…นานกว่าจะได้รับ…แต่ใช้เวลาเพียงนิดเดียวถ้าจะ้เสีย

-  บางครั้งรอยยิ้มและน้ำตาก็สามารถบอกสิ่งที่คุณอยากจะพูดได้…แม้ไม่ได้ออกมาอยู่ในรูปของเสียง

-   ชีวิตก็เหมือนเวที ถ้าอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง เราไม่มีทางเห็นผู้ชมได้ทั้งหมด

-  ‎3 สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต 1) คุณรักใครซักคน 2) ใครซักคนรักคุณ 3) ข้อ1+2 เกิดขึ้นพร้อมกัน

-  อย่ามองกลับหลัง แต่ก็อย่ามัวแต่มองข้างหน้า จงมองรอบตัวและสนุกกับเส้นทางที่ผ่าน

-  บอกให้โลกรู้ในสิ่งที่เราเป็น…ไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะเป็น

-  บางครั้งคุณก็หยุดบอกลา…เพียงเพื่อดูว่าใครจะกล่าวทักทาย

-  คนมีความหวังจะมองเห็นความสำเร็จในขณะที่คนอื่นมองเห็นความล้มเหลว เฉกเช่นเดียวกับเห็นแสงอาทิตย์ในขณะที่คนอื่นเห็นพายุ

-  บางครั้งหนทางสู่ความใกล้ชิดคนที่คุณรักมากที่สุด….คือการเป็นแค่เพื่อน

-  ถ้าเราเกลียดใครซักคน เราไม่กลัวที่จะบอก…แต่ถ้าเรารักใครซักคน ทำไมเราถึงกลัวที่จะบอก

-  ความล้มเหลว…จะถูกประทับบนรอยนิ้ว…บนถนนสู่ความสำเร็จ

-  ‎3 สิ่ง ที่ไปแล้วไม่กลับมา คือ เวลา คำพูด และโอกาส

-  เวลาช่วยจัดเวที…โชคชะตาเป็นคนเขียนสคริปต์…แต่บทบาทที่เราเล่น…เราเลือกเอง





Say_Quote1

2 12 2010

-  ความสัมพันธ์ก็เหมือนต้นไม้…เมื่อมันใกล้ตาย…คุณสามารถปล่อยให้มันแห้งตายไป หรือคุณจะรดน้ำให้มันอยู่ต่อไป

-  บางครั้งรอยยิ้มและน้ำตาก็สามารถบอกสิ่งที่คุณอยากจะพูดได้…แม้ไม่ได้ออกมาอยู่ในรูปของเสียง

-  ชีวิตก็เหมือนเวที ถ้าอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง เราไม่มีทางเห็นผู้ชมได้ทั้งหมด

-  อย่าเพิ่งรีบวิ่งเร็วเกินไปในชีวิต…เพราะบางครั้งสิ่งสำคัญที่สุดอาจซ่อนอยู่ในขณะที่เราวิ่งผ่านไป

-  ตกหลุมรักง่ายชะมัด…แต่จะลดความรักเป็นเรื่องยาก

-  คนก็เหมือนกับเพลง เพลงบางเพลงมีชื่อซ้ำกัน…แต่เนื้อเพลงไม่เคยเหมือนเดิม

-  การทำดีกับคนที่เราไม่ชอบ ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังเฟค แต่หมายความว่า เราเป็นผู้ใหญ่พอ ที่จะทนต่อทัศนคติพวกเขาได้

-  เมื่อเราอยู่ในความรู้สึกที่แย่…อย่าวิ่งหนีความเจ็บปวด…แต่จงใช้ความเจ็บปวดทำให้เราเข้มแข็งขึ้น

-  ความรักคือหัวใจ…การมีความรัก คือการทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะ





มนุษย์ไม่ใส่รองเท้า

28 10 2010

เมื่อเช้าง่วงงุนงง ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในรถไฟใต้ดิน

รู้สึกเหมือนมีคนตัวใหญ่ๆยืนอยู่ข้างหน้า

เลยเงยหน้าขึ้นมามอง

ภาพที่ปรากฎตรงหน้าเป็นผู้หญิง เอ๊ะไม่ใช่ผู้หญิง

เป็นแหม่มกระเทยยักษ์ผมบลอนด์ทอง ตัวใหญ่มากกกก

สายตาไปปะทะหน้าอกอันสะบรึมฮึ่ม เขิลแทน เลยมองต่ำ

อ้าว ทำไมยืนเท้าเปล่า ไม่ได้ใส่รองเท้า

กำลังคิดอยู่ว่าฝันไปรึเปล่า

เราเองเคยฝันว่าไม่ได้ใส่รองเท้าออกจากบ้าน แล้วมีคนมองอยู่เหมือนกัน

เลยขยี้ตา ก้มลงไปมองอีกครั้ง

ไม่ได้ใส่รองเท้าจริงๆด้วย

การแต่งตัวของเธอก็ดูดี เสื้อคล้ายสูทสีขาว กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน

สะพายกระเป๋าเหมือนกระเป๋าทำงาน

แต่ทำไมไม่มีรองเท้า….

ปี๊ด…ปี๊ด…ปี๊ด สถานีต่อไป สถานีสีลม

เธอเดินออกไปก่อน ด้วยเท้าเปล่าๆ

ไม่มีใครสนใจเพราะต่างคนต่างรีบ

แต่เราคงอยากรู้อยากเห็นเดินตามหลังเธอคนนี้

ขึ้นบันไดเลื่อน จนกระทั่งเดินไปบันไดเลื่อนด่านสุดท้าย

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่มองตามเธอไปด้วยความฉงนสงสัย

อาจเพราะเธอรูปร่างใหญ่เด่นอยู่แล้ว เลยมีคนจับจ้องมากยิ่งขึ้น

เธอออกจากสถานีแล้ว ผู้หญิงที่เดินข้างหน้า 3-4 คนถึงกับหันมามอง

ไม่ใช่มองที่ตัว แต่มองที่เท้าเธอ ที่ไม่มีรองเท้าใส่เหมือนคนทั่วไป

เธอเดินไปรอข้ามถนนตรงแยกสีลม

ทุกคนมองเธอ เหมือนเธอแปลกประหลาด

จริงๆแล้ว ถ้าเป็นพระไม่ใส่รองเท้าเดินอยู่บนถนนในเมืองกรุงคงจะไม่แปลกอะไร

แต่ด้วยเธอเป็นคนธรรมดา ใส่ชุดธรรมดา ทำไมเธอไม่มีรองเท้า

เลยเป็นคำถามว่า ถ้าเราไม่ใส่รองเท้าออกมาข้างนอก เราจะเป็นคนแปลกหรือ ?





5 ปีแห่งความคิดถึง

9 08 2010

วันนี้ 9 ส.ค. 2553

เป็นวันครบรอบ 5 ปี ของการจากไปของรุ่นน้องอันเป็นที่รักของทุกคน

วันที่จดจำได้ขึ้นใจทุกๆปีหลังจากวันนั้น

เพราะช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเป็นช่วงเวลาที่โลกสดใส

เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขช่วงหนึ่งของชีวิต เลยทำให้นึกถึงเรื่อยๆมา

แสงแดดวันนี้ก็เหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน

แดดจ้าในตอนเช้า…

โลกยังคงหมุนอยู่…

แม้ใครบางคนจะหายไปจากชีวิต

และทำให้อะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงไป

สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในวันนั้นทำให้เตือนสติเราอยู่เสมอ

ว่าเวลาไม่แน่นอน ชีวิตไม่แน่นอน

ความสุขอยู่กับเราเพียงชั่วครู่หนึ่งแล้วก็จางหายไป

ข้อคิดอีกข้อหนึ่งที่ได้ คือให้รักและบอกรักคนที่เรารักให้มากๆ

ให้ทำในสิ่งที่อยากทำ โดยไม่ต้องรีรอ

แล้วจะได้ไม่มานั่งเสียใจในภายหลัง

อย่างน้อยช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ก็ได้เจอคนดีๆ

ได้ผูกพัน ได้รอยยิ้ม…เสียงหัวเราะ

คิดถึงเสมอ…น้องมาม่า





นับ 2 – มีทฤษฎี

19 07 2010

ได้คำถามนำวิจัยมาเรียบร้อย ต้องท่องให้ได้ขึ้นใจ

1. ความน่าเชื่อถือในการบอกต่อเรื่องราวทางสังคมของทวิตเตอร์เป็นอย่างไร

2. ความแตกต่างของการนำเสนอเรื่องราวทางสังคมในทวิตเตอร์กับสื่อกระแสหลักอย่างไร

และได้ข้อ 3 มา จากแรงยุของเพื่อนๆ

3. แรงจูงใจในการนำเสนอและบอกต่อเรื่องราวทางสังคมของผู้ใช้ทวิตเตอร์

 

ดูเยอะแยะมากมาย

ช่วงนี้อยู่ในช่วงหาทฤษฎีและ Literature Review

ต้องอ่านเยอะๆถึงจะรู้





นับ 1 – วางคอนเซปต์

20 06 2010

20-06-10

อาทิตย์ที่ผ่านมาการบ้านที่อ.ให้ไปคิดมาคือ คอนเซปต์ของเรื่องที่อยากจะทำ

มันมีหลายเรื่องที่วกเข้ามาในสมอง ทั้งการตลาด เทคโน การบอกต่อ

ประเด็นจิตวิทยา และอะไรอีกเยอะแยะเต็มไปหมด

แล้วจะทำทวิตเตอร์อย่างเดียวดี หรือเฟซบุ๊คด้วยดี หรือจะเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คควบหมดเลยดี

จนกระทั่งเมื่อคืน 4 ทุ่ม เพื่อนๆก็เข้ามาถามกันใหญ่ว่าจะทำอะไร

ไม่รู้สิ คิดอะไรไม่ออก สมองBlank ว่างเปล่า อาทิตย์ที่ผ่านมามัวแต่ลั้นลา

จนเมื่อเช้าขึ้นไปถามเพื่อนว่าจะทำเรื่องอะไรกัน ทุกคนก็ส่ายหัวหงึกๆ

ทุกคนก็คงมีคิดกันอยุ่ในใจแล้ว เพียงแต่ยังไม่แน่ใจตัวเองเท่านั้น

อ.สอนไปเกือบจะหมดชั่วโมง จน 5 นาทีสุดท้าย

เพื่อนคนแรกก็เสนอคอนเซปต์ไป อ.บอกว่าน่าสนใจ

คนแรกผ่านไปได้ด้วยดี แล้วอ.ก็เรียกตามตัวอักษรซะด้วยสิ

คนที่ 2 กันเลยทีเดียว มือเย็นตื่นเต้นหัวใจเต้นเร็ว

คอนเซปต์

ความน่าเชื่อถือ

ของข่าวสาร

ในทวิตเตอร์

หยุดแค่นี้ แต่เหมือนมันยังไม่จบ อะต่ออีกซักหน่อยแล้วกัน

เปรียบเทียบ

กับสื่อหลัก

.

.

.

อ.ให้ปรับแก้อะไรให้มันลงตัวนิดหน่อย เหมือนให้ไปเคลียร์กับตัวเอง

เรื่องความน่าเชื่อถือ

ว่ามันคือ credibility true untrue หรือ belief

และ เป็น Comparison หรือ paralogy อ.ให้ไปอ่านดู

แต่อันหลังนี่คืออะไรหว่า ฮาๆ คุ้นๆ แต่ลืมอีกแล้ว

แล้วอ.ก็บอกว่าน่าสนใจ

เยส +++

แต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ มือยังเย็นอยู่ หัวใจยังเต้นเร็วอยู่

เพื่อนบอกว่า ….เยอะนะ

มานั่งคิดดู สื่อหลัก เยอะนะ

ตาต้องดู (ทีวี) หูต้องฟัง (วิทยุ)

มือซ้ายจับ (หนังสือพิมพ์) มือขวา (ทวิต)

การบ้านอาทิตย์นี้ เขียนว่าทำไมถึงจำเป็นต้องทำ

และเขียนคำถามนำวิจัย

โอ๊เค….บ้าพลัง อย่างที่เพื่อนๆบอกอยู่ละ

เทอมที่แล้วเรียน 5 วิชายังเรียนได้

แค่สื่อหลักทั้งหมดทำไมจะทำไม่ได้ ฮ่าๆ

นับ 1 แล้ว….เย่ !!!

ปล. ประโยคเฮฮาประจำวันนี้  : ความรักแหก Norm





นับ 0 – เมื่อไม่มีอะไรในสมอง

13 06 2010

13-06-2010

วันนี้เป็นวันแรกที่รู้สึกว่ามีไฟอยากจะทำทีสิธอย่างจริงจัง

แต่

นึกอะไรไม่ค่อยจะออก

วันนี้เป็นวันแรกที่ไปเรียนวิชาสัมมนาระเบียบวิจัยทางการสื่อสารมวลชน

มันก็คือวิชาที่จะได้พัฒนาหัวข้องานวิจัย

ให้ปลายเทอมสามารถเอาไปสอบหัวข้อได้

สำหรับผู้ที่มีความหวังว่าจะจบภายใน 2 ปี กับค่าเทอมมหาโหด

อ.อธิบายว่าเทอมนี้จะต้องทำอะไรบ้าง จะต้องจัดตารางเวลา ตารางชีวิตยังไง

ก็เลยออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้

Jun – Sep 2010 Development

Oct – Dec 2010 Data Collection

Dec – Jan 2010 Data Analysis

Feb – Mar 2011 Research Report

Mar – Apr 2011 Examination

May-mid May 2011 Revision

July 2004 Congratulation

เทอมนี้เลือกที่จะเรียนแค่ 2 วิชา

ทั้งที่ใจอยากเรียนนู่นนี่เต็มไปหมด

Pop culture ก็อยากเรียน

สัมมนาสื่อบันเทิงก็อยากเรียน

แต่ต้องข่มใจไว้และประเมินศักยภาพของตัวเอง

สิ่งที่ต้องคิดสำหรับสัปดาห์แรก คือ Concept กับเรื่องที่จะทำ

อ. ยกตัวอย่างมา เช่น

“การระบายอารมณ์” ในโซเชียลมีเดีย

นี่มันตรงกับตัวเราเลยนี่นา เอาเรื่องนี้เลยได้มั้ย ฮาๆ

คิด คิด คิด

ต่อมเอ๊ะ เริ่มผุดตัวเล็กน้อย

แต่ต่อมอ๋อยังไม่บังเกิด

และต้องคิดถึงความเป็นไปได้ ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป

เหมาะกับตัวเรา และเราจะอยู่กับมันได้ด้วยความรักความเข้าใจตลอดการทำวิจัย

นับ 0 เพื่อการเริ่มต้น

ปล.  ประโยคเฮฮาในห้องประจำวันนี้ : สติปัญญาไม่ดี แต่หน้าตาดี :)





ถามโลกนี้รักคืออะไรถึงทำให้คนสามารถเป็นและตายได้

30 04 2010

*กวางแดงมักจะมีผู้ลุ่มหลง อยากจะหัวเราะ ว่าหลงมากเกินไปเหมือนบ้า

ถ้าไม่ใช่อากาศหนาวถึงกระดูก คงต้องคอยดมหากลิ่นดอกเหมยเรื่อยไป

# ถามโลกนี้ความรัก คืออะไร ถึงได้ทำให้คนเราเป็นตายได้

โลกมนุษย์มีเรื่องราวมากมาย แต่ดอกเหมยทำให้ตรึงจิตวิญญาณได้ถึงสามหนทาง

ลักษณะของ ดอกเหมยประการแรก อุปมาว่า ขาดใจ

ดอกเหมยสอง แรงคิดถึงมหาศาล

ดอกเหมยสาม เกิดเรื่องราวขึ้น หมอกเมฆและควันลอยหนา

สายน้ำกว้างใหญ่ไพศาลอย่างสุดลูกหูลูกตา ถามโลกนี้ ความรักคืออะไร ถึงได้ทำให้คน

สามารถเป็นและตายได้ มองเห็นโลกมนุษย์ มีเรื่องราวมากมาย แต่สิ่งยึดวิญญาณเราไว้

กลับเป็น ลักษณะของดอกเหมยทั้งสาม

.

.

.

.

ขอขอบคุณ Ming-Ming

ที่แปลมาจากเพลงจีนเพลงหนึ่งให้ คนแปลบอกว่ามันเหมือนบทกวีโบราณ

ถึงอ่านแล้วงงๆไม่ทราบซึ้งในบทกวี แต่ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึก

ถึงเก่งในสนามรบ…อาจตายได้ในสนามรัก ผู้หญิงคนนี้ร้องเพลงนี้ได้เพราะมาก

http://www.tudou.com/progr ams/view/5S7mhi1HFTs/





เส้นทางเดิน…ที่ไม่เหมือนเดิม

29 04 2010

สีลม

ย่านที่ใครหลายคนอยากทำงาน

ย่านธุรกิจที่ทันสมัย

การเดินทางที่สะดวกสบาย รถไฟใต้ดิน รถไฟลอยฟ้า

ทางเดินเชื่อมต่อจากรถใต้ดินมายังรถไฟฟ้าสะดวกสบาย

ได้ขึ้นบันไดเลื่อนหน้าโรงแรมหรู

วันไหนบันไดเลื่อนปิดก็จะหงุดหงิดว่าต้องเดินขึ้น

เช้าๆได้เดินง่วงๆลอยๆ เหม่อๆ หลับตาเดินก็ยังได้ บางวันรีบหน่อยก็ยังวิ่งได้

ขาไปก็เหมือนขากลับ แต่อ้อยอิ่งได้มากกว่า

ได้ดูมือถือในช๊อบเล็กๆ

ได้กลิ่นหอมมิสเตอร์บันยามเช้ายามเย็น

ได้แว๊บดูร้านขายเครื่องสำอางที่มีพี่กะละแมร์ยืนสวยอยู่หน้าร้าน

ได้เดินชิลๆดูหนุ่มๆสาวๆสีลมหน้าตาน่ารักผ่านไปมา

แล้วจู่ๆ เช้าวันหนึ่ง

ขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินก็เจอคนใส่ชุดเขียวๆดำๆมีผ้าพันคอหลายสียืนอยู่เป็นกลุ่มๆมากมาย

ขึ้นบันไดเลื่อนไม่ได้

มองไปเห็นผ้าใบ ยางรถยนต์ ไม้เสียบกั้นเหมือนเป็นฐานทัพ

คนชุดเขียวๆดำๆถือปืน มีลูกกระสุนพันคอพร้อมโล่กำบัง

ทางจะเดินไปรถไฟฟ้าจอแจทั้งคนขายของ ทั้งคนชุดเขียวๆดำๆ ทั้งลวดหนาม

ตลอดข้างทางมีผู้คนให้ดอกไม้ อาหาร เครื่องดื่มกับคนชุดเขียวๆดำๆเหล่านี้

เดินขึ้นไปบนรถไฟฟ้าก็ยังมีคนชุดเขียวดำนี้ถือปืนอยู่เต็มไปหมด

บ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน บ้างก็นอน

ประตูเข้าชานชาลาปิดให้ใช้เหลือแค่ทางเข้าออกเล็กๆ

มีสายสีแดงขาวคาดอยู่เต็มไปหมด

ขึ้นไปยืนรอรถไฟฟ้า ก็ยังมีคนชุดดำเขียวถือปืนอยู่

ขากลับ

คนชุดดำเขียวดูจะมากกว่าช่วงเช้า

กลิ่นคราบเหงื่อไคลที่เดินผ่านรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดจากทั้งวันที่ผ่านมา

แต่ดูผู้คนแถวนี้จะรักและเอ็นดูคนชุดเขียวดำ บ้างก็ขอถ่ายรูป บ้างก็เข้าไปพูดคุยด้วย

ผู้คนรอบข้างดูตึงเครียด บางคนหน้าตาดูไม่ใช่คนแถวนี้

ธงชาติเล็กๆ แดง ขาว น้ำเงิน ขาวแดง ถูกปักไว้หน้าร้านค้าและตามเสา

ลุงคนหนึ่งเขียนป้ายพร้อมกล่องใส่เงินและตะโกนขอน้ำใจจากผู้คนที่เดินผ่านให้คนชุดเขียวดำ

มีธงชาติเล็กๆ ผ้ารัดข้อมือ สายห้อยคอรูปธงชาติวางขายในราคาไม่แพง

ยิ่งเข้าไปใกล้รถไฟใต้ดินมากเท่าไหร่ ผู้คนที่ถือธงชาติก็มากขึ้น

คนเหล่านี้ใส่เสื้อหลายสีสัน ตะโกนให้อีกฝั่งออกไป

บางคนก็มีโทรโข่ง ตะโกนด่าทอไปยังฝั่งตรงข้าม

ฝั่งตรงข้ามคนใส่เสื้อสีแดงมากมายตะโกนโหวกเหวกฟังไม่ได้สรรพ

คนชุดเขียวดำผ้าพันคอสีสันยังคงยืนถือปืนกับโล่เป็นระเบียบ

เจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดินรีบไล่ให้ผู้คนที่จะเดินทางต่อลงสถานีไปเร็วๆ

อึกทึก ร้อนรนและน่าหวาดกลัว

ยังคงมองไม่เห็นความเจริญในจิตใจคนที่มาจากที่ไหนไม่รู้ ในย่านที่มีความเจริญในเวลานี้

เส้นทางเดินในวันนี้  ก็แค่ไม่เหมือนเดิม…….








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.